บริหารจัดการบัญชีอย่างไร ไม่ให้ลูกค้า “หลุดมือ”

บริหารจัดการบัญชีอย่างไร ไม่ให้ลูกค้า “หลุดมือ”

ในยุคที่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริโภคสามารถถูกนำมาต่อยอดและเปลี่ยนรูปมาสู่การเป็น “สินทรัพย์” ทางธุรกิจได้ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเกาะติดเเม้เเต่ “ชื่อบัญชีผู้ใช้งาน” เพื่อเป็นช่องทางการทำความรู้จักและเข้าใจลูกค้าและว่าที่คู่ค้าได้อย่างลึกซึ้ง ประตูแห่งโอกาสทางธุรกิจก็ยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้บัญชีเครือข่างสังคมออนไลน์ใช้งานเป็นประจำในการเชื่อมต่อเข้าถึงบัญชีออนไลน์หรือข้อมูลออนไลน์โดยไม่จำเป็นต้องสร้างหรือจดจำชื่อบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านอื่น ๆ ให้มากมายอีกต่อไป

การขยับตัวในระดับองค์กร

เมื่อเร็วๆ นี้ ผลสำรวจโดย Janrain บริษัทผู้พัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์มการเข้าถึงและกำหนดอัตลักษณ์ลูกค้าระบุว่าหน่ึงในบทบาทสำคัญของ CIO ในยุคที่ข้อมูลเป็นสินทรัพย์เปี่ยมมูลค่าสำหรับทุกองค์กรคือ ต้องช่วยให้องค์กรพบหนทางที่ง่ายกว่าเดิมสำหรับลูกค้าในการเข้าถึงบัญชีออนไลน์ เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันผู้บริโภคต่างก็เหนื่อยหน่ายกับการกรอกข้อมูลลงทะเบียนต่าง ๆ อีกทั้งยังต้องจำชื่อผู้ใช้งานอื่น ๆ เเละรหัสผ่านที่ยาวเหยียดที่ใช้ยืนยันตัวตน และหากจะหลีกเลี่ยงความน่ารำคาญข้างต้น วิธีการหน่ึงก็คือการเข้าถึงผ่านบัญชีผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ “Social Log-In” ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อทุกข้อมูลออนไลน์ผ่านบัญชีโซเชียล อย่างเช่น Facebook

เมื่อหันมาดูตัวเลขจำนวนผู้ใช้งํานเครือข่ายโซเชียลยอดนิยมอันดับ 1 ของโลก จากข้อมูลเชิงสถิติอย่างเป็นทางการล่าสุดจากเฟซบุ๊กระบุว่า สิ้นไตรมาส 3 ปี 2016 มีจำนวนผู้ใช้งานที่เป็น Active Users สูงถึง 1.79 พันล้านคนนั้นยังมองเห็นไม่ชัดเจนถึง “ข้อมูลผู้บริโภค” จำนวนมหาศาลที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจต่างๆ ผ่านรูปแบบการเชื่อมต่อโลกออนไลน์ผ่าน Social Log-In ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาหลายฉบับได้ข้อสรุปตรงกันว่า ยังมีผู้ใช้งานจํานวนมากมักหลีกเลี่ยงการทำ Social Log-In เพราะไม่ต้องการให้บริษัทหรือองค์กรต่างๆ ได้ข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับกิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะท่ีมีหลายคนกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการถูกจู่โจมด้วยข้อความมหาศาลด้านกิจกรรมการตลาดจากบริษัทต่าง ๆ เเบบไม่มีทางหนีรอด

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

เจมี่ เบ็คแลนด์ รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Janrain กล่าวว่า Social Log-In ก็คือผลประโยชน์ขั้นต่ำ (Table Stakes) ที่ธุรกิจออนไลน์จะได้ไว้ในมืออยู่แล้ว เนื่องจากผู้ใช้งานเว็บไซต์ส่วนใหญ่มักจะใช้บัญชีโซเชียลในการลงทะเบียนเว็บไซต์ใหม่ ๆ ด้วย เเต่ทั้งนั้นผู้บริหารของธุรกิจออนไลน์ก็ต้องเข้าใจถึงข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวสารเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้าจำนวนมากถูกนำเสนอออกมาเป็นระยะๆ

โดยผลสํารวจครั้งนี้ พบว่ามีสัดส่วนถึง 94% ยังกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและ 61% แสดงความกังวลอย่างมาก อย่างไรก็ตาม 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสํารวจมีเเนวคิดเป็นกลางสําหรับเทคโนโลยใหม่ ๆ ในการเข้าถึงบัญชีออนไลน์ อย่างเช่น วิธีสแกนลายนิ้วมือหรือระบบจดจำเสียง อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานฉบับนี้ก็คือ  “ปฏิกิริยา” ของผู้บริโภคที่จะมีต่อข่าวสารที่ไม่ตรงกับความสนใจของพวกเขา โดยเฉพาะหากได้รับข่าวสํารพวกนั้น “ถี่” หรือมากเกินไป โดยกลุ่มตัวอย่าง 85% บอกว่าจะยกเลิกการรับข่าวสารผ่านอีเมล์จากบริษัทนั้น ๆ , 63% ไม่ใส่ใจการสื่อสารท่ี่มาจากบริษัทนั้นอีกต่อไป, 59% ตั้งค่าให้เป็นเมล์ขยะ, 36% เลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ และ 27% บอกว่าจะหยุดซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทนั้น

ผลสำรวจข้างต้น สะท้อนชัดเจนถึงโจทย์ท้าทายสำหรับภาคธุรกิจคือ จำเป็นต้องมีแนวทางท่ี “ดียิ่งขึ้น” ในการใช้ข้อมูลจากบัญชีลูกค้าไปทำการตลาดควบคู่กับการอธิบายอย่างชัดเจนแก่ลูกค้าว่าข้อมูลบัญชีที่พวกเขาเข้าถึงนั้นด ถูกนำไปใช้และแบ่งปันอย่างไร

Cr.CIO Insight

http://www.techfreakstuff.com/2010/04/hack-facebook-account-username-password.html

Top