แนวทางการนำระบบ Cloud มาใช้ในองค์กร

แนวทางการนำระบบ Cloud มาใช้ในองค์กร

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ กระแส Cloud Computing เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย บางองค์กรเริ่มนำระบบ Cloud มาใช้บ้างแล้วแต่หลายองค์กรก็ยังเกิดความลังเล

เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกแบบไหนดีระหว่างแนวทางแรกคือ Public Cloud ที่เอาทุกอย่างไปฝากไว้กับผู้ให้บริการซึ่งอาจจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้กับแนวทางที่สองที่เป็นการสร้าง Private Cloud ขึ้นมาใช้ภายในองค์กรของตน ซึ่งอาจจะรู้สึกอุ่นใจกว่าเนื่องจากสามารถควบคุมทุกอย่างได้ด้วยตนเองแต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตามทั้งสองแนวทางที่กล่าวมาก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมด จึงได้เกิดอีกแนวทางหนึ่งที่เป็นการรวมเอาข้อดีของการทำงานทั้งสองแบบข้างต้นเรียกว่า Hybrid Cloud ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างระบบเดิมที่อยู่ภายในองค์กร (On-Premises) กับระบบ Public Cloud โดยหากเป็นระบบที่มีความสำคัญและต้องการความปลอดภัยสูงก็จะถูกติดตั้งไว้ภายในองค์กรแบบ On-Premises แต่หากเป็นระบบ ที่สามารถใช้บริการจากภายนอกแล้วได้คุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีกว่า มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าหรือสามารถรองรับการทำงานรูปแบบใหม่ๆ อย่างเช่น รองรับพวกอุปกรณ์พกพาต่างๆ เป็นต้น ระบบเหล่านี้ก็จะมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะออกไปใช้บริการจาก Public Cloud

รูปแสดงความแตกต่างระหว่าง Private, Public และ Hybrid Cloud

ประโยชน์ของระบบ Cloud

การนำระบบ Cloud Computing มาใช้ในองค์กรนั้นมีข้อดีหลายอย่าง ดังนี้

ความสามารถในการขยายสูง (Scalability)

ระบบ Cloud สามารถรองรับการขยายได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นการขยายเพิ่มความจุCPU หน่วยความจำ หรือStorageในการจัดเก็บข้อมูล หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพก็สามารถเข้าไปปรับแต่งค่าโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากระบบ On-Premise ที่จะต้องจัดหาอุปกรณ์มาจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า

ความรวดเร็วในการปรับตัวเพื่อตอบสนองธุรกิจ (Speed & Agility)

ทุกวันนี้ธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงระบบ Cloud สามารถปรับเปลี่ยนให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการทางธุรกิจได้อย่างทันท่วงที เช่น สมมติว่าบริษัทมีแผนจะออกแคมเปญใหม่ในเดือนหน้าซึ่งจะต้องใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์และStorage สำหรับการพัฒนาระบบใหม่ ถ้าเป็นระบบ Cloud เราก็สามารถเข้าไปคลิกเลือกเพื่อขอใช้บริการได้ทันที แต่หากเป็นวิธีการแบบเดิมๆก็คงไม่สามารถทำได้แม้เพียงแค่การเตรียมการณ์ในการจัดหาอุปกรณ์ก็ไม่ทันการเสียแล้ว

ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า (Lower Cost)

ระบบ Cloud จะคิดค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งานหรือที่เรียกว่า Pay-As-You-Go ซึ่งนำเอาแนวคิดของการให้บริการทางด้านระบบสาธารณูปโภคมาใช้ นั่นคือใช้เท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น ทำให้การใช้งาน Cloud นั้นมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการลงทุนซื้อระบบมาติดตั้งเอง แม้ในบางกรณีค่าใช้จ่ายของระบบ Cloud อาจจะไม่ได้ต่ำกว่าการลงทุนแบบ On-Premise อย่างมีนัยนักแต่องค์กรก็ยังได้ประโยชน์ในแง่ของการบริหารต้นทุน เนื่องจากการใช้จ่ายทางด้านระบบ Cloud จะถูกมองเป็นค่าใช้จ่าย (OpEx) แทนที่จะเป็นการลงทุน(CapEx)

การพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Development and Continuous Delivery)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีทางด้าน IT มีการเปลี่ยนแปลงไป ค่อนข้างมากโดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีมานี้ แนวทางในการพัฒนาซอฟต์แวร์ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันระบบ Cloud จะเอื้อให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาซอฟต์แวร์จากเดิมที่เป็นการพัฒนาแบบ Waterfall ซึ่งกว่าจะเห็นโปรแกรมต้นแบบ (Prototype) ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือนเปลี่ยนมาเป็นการพัฒนาแบบใหม่ที่ใช้แนวคิดเรื่อง Agile และ Continuous Delivery ที่แบ่งซอฟต์แวร์เป็นโมดูลย่อยๆและมีการออกเวอร์ชันใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดีคือ ผู้ใช้จะเห็นความสามารถใหม่ๆ ตลอดเวลาหากพบว่ามี Feature/Function ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันทีไม่จำเป็นต้องรอไปหลายเดือนซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะการปรับเปลี่ยนอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างโดยรวมของทั้งระบบ

รู้จักกับระบบ Cloud ประเภทต่างๆ และการปรับใช้

หลังจากที่ทราบประโยชน์ของการนำระบบ Cloud มาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว คราวนี้มารู้จักกับระบบ Cloud และแนวทางในการเลือกว่างานประเภทไหนที่ควรพิจารณาย้ายไปใช้บนระบบ Cloud ประเภทใด เนื่องจากในแต่ละองค์กรนั้นมีระบบ งานอยู่หลากหลายงานแต่ละอย่างก็จะเหมาะกับระบบ Cloud ต่างชนิดกัน เช่น

SaaS (Software as a Service)

ระบบนี้เป็นแอปพลิเคชันที่พร้อมใช้งานตามความสามารถที่กำหนด โดยมีข้อดีคือ ผู้ให้บริการจะดูแลทุกอย่างให้กับเรา ทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ การแก้ไขบั๊ก รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลให้ด้วย โดยเรามักเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้หรือตามปริมาณงานที่ใช้ ระบบนี้จึงเหมาะกับงานที่เรารู้ความต้องการชัดเจนอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังอาจจะรวมถึงความสามารถเพิ่มเติมอย่างอื่น เช่น สามารถรองรับการทำงานจากทุกที่ทุกอุปกรณ์ด้วย ตัวอย่างของระบบเหล่านี้ ได้แก่

  • ระบบ Email เช่น Microsoft Exchange, Google Gmail
  • ระบบ Office Automation เช่น Microsoft Office 365, Google Apps
  • ระบบ CRM เช่น Salesforce.com
  • ระบบบริหารงานบุคคล เช่น Workday

 

PaaS (Platform as a Service)

ระบบ PaaS จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างแอปพลิเคชันหรือบริการใหม่ๆ ขึ้นมาโดยนำบริการต่างๆ ที่มีอยู่ใน Cloud มาประกอบเรียงร้อยเข้าด้วยกันเหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อสร้างเป็นแอปพลิเคชันหรือบริการใหม่ๆ สำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจ โดยบริการใหม่ที่ว่านี้อาจจะทำงานอยู่บนระบบ Cloud ทั้งหมดหรือเป็นการทำงานแบบ Hybrid App ที่ระบบส่วนหนึ่งทำงานอยู่บน On-Premise ขณะที่มีส่วนประกอบบางส่วนทำงานอยู่ในระบบ Cloud ก็ได้

ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงระบบ PaaS จึงมักจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างระบบที่เหมาะกับการใช้ PaaS เช่น

ระบบงานที่มีการใช้ซอฟต์แวร์มาตรฐานที่มีการใช้กันแพร่หลาย

ซึ่งอาจจะเป็นซอฟต์แวร์ Commercial หรือ Open Source ก็ได้เช่น ระบบ WordPress, Drupal, Moodle, Redis, Nginx เป็นต้น ระบบเหล่านี้ถึงแม้จะมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย แต่หากจะนำมาใช้งานแล้วอย่างน้อยผู้ใช้ก็จำเป็นจะต้องมีความรู้ระดับหนึ่งในการปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ การติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ การเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล เป็นต้น แต่หากเป็นการใช้งานกับระบบ PaaS แล้ว ทางผู้ให้บริการ Cloud ก็มักจะทำเป็น Template เพื่อให้ผู้ใช้เข้าไปเลือกได้อย่างง่ายๆ ว่าต้องการระบบแบบใด หลังจากนั้นระบบ Cloud ก็จะทำการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์ การเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลให้อย่าง อัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้ทางด้านพัฒนา ซอฟต์แวร์มากนักก็สามารถเข้าไปเลือกติดตั้งระบบได้ด้วยตนเอง

ระบบ Hybrid App หรือแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นใหม่ (New System)

มีจุดประสงค์ในการรองรับจำนวนผู้ใช้จำนวนมากอาจจะในระดับหลายแสนหรือหลายล้านคน ซึ่งอาจจะเป็น Web Application หรือ Mobile Application ก็ได้ ระบบแบบนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำงานอยู่บนระบบ Cloud เนื่องจากระบบ Cloud มีความสามารถในการขยายมากกว่า อีกทั้งมีความเหมาะสมกว่าในแง่ของการลงทุน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องจัดหาอุปกรณ์มาเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่ระบบสามารถเติบโตไปพร้อมๆ กับปริมาณผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา ระบบ PaaS ที่เป็นที่รู้จักกัน เช่น

  • ระบบ Analytics และ Big Data เช่น Microsoft HDInsight, Amazon Elastic MapReduce
  • ระบบ Data Management เช่น Amazon RDS, Amazon Redshift, Microsoft Azure Database
  • ระบบ Mobile Services เช่น Microsoft Mobile Services, Amazon Cognito
  • ระบบ Application Service เช่น Microsoft Cloud Services, Pivotal Cloud Foundry

 

IaaS (Infrastructure as a Service)

ระบบนี้ใช้หลักการสร้าง Virtual Machine หรือที่เรียกว่า VM บน ระบบ Cloud โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้การจัดหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นั้นทำได้อย่างรวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายต่ำ ในขณะเดียวกันก็ให้อิสระกับผู้ใช้ในการควบคุมทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นระบบ IaaS จึงเหมาะกับงาน เช่น

  • ระบบงานที่ผู้ใช้ต้องการควบคุมทุกอย่างเองแต่ไม่ต้องลงทุนด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เนื่องจากขาดผู้ดูแลหรือมีปัญหาเรื่องสถานที่จำกัด กรณีนี้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้บริการต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมายจากผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นทั้งจาก Microsoft Azure หรือ Amazon AWS
  • ระบบ Disaster Recovery ซึ่งมีความจำเป็น แต่หลายหน่วยงานอาจไม่มีสถานที่หรือไม่มีงบประมาณเพียงพอ ก็สามารถนำระบบ Cloud มาใช้เป็น DR site ได้ ซึ่งการทำแบบนี้จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการลงทุนสร้าง DR site เองมาก
  • ระบบสำหรับการพัฒนา (Software Development) ซึ่งต้องการอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์หรือ Storage ตั้งแต่ช่วงของการพัฒนาไปจนถึงการทดสอบและการทำ QA โดยในขั้นตอนเหล่านี้อาจจะต้องการอุปกรณ์ค่อนข้างมากเพื่อใช้ในการจำลองสภาวะแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับระบบจริงมากที่สุด ดังนั้นการนำระบบ Cloud มาใช้ในการพัฒนาจึงมีความเหมาะสมและยังได้ประโยชน์ตรงที่เมื่อจบโครงการไปแล้ว ก็จะไม่มีอุปกรณ์เหลือให้เป็นภาระในการดูแลอีกต่อไปด้วย
  • ระบบงานเก่าที่ยังจำเป็นต้องคงไว้และไม่มีการพัฒนาต่อแล้ว หรือมีบางกรณีที่ระบบฮาร์ดแวร์เดิมนั้นเก่าจนไม่สามารถหาอะไหล่ได้อีกแล้ว การย้ายระบบประเภทนี้ขึ้นมาทำงานบน Cloud จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ลักษณะงานที่เหมาะกับการนำระบบ Cloud มาใช้ หลังจากที่ได้ทราบพื้นฐานของระบบ Cloud แล้ว คราวนี้มาดูว่างานที่มีลักษณะใดในองค์กรของท่านนั้นสามารถที่จะนำระบบ Cloud มาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้บ้าง

 

ลักษณะงานที่เหมาะกับการนำระบบ Cloud มาใช้

หลังจากที่ได้ทราบพื้นฐานของระบบ Cloud แล้ว คราวนี้มาดูว่างานที่มีลักษณะใดในองค์กรของท่านนั้นสามารถที่จะนำระบบ Cloud มาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้บ้าง ลักษณะของงานที่มีความเหมาะสมและได้ประโยชน์จากการนำ Cloud มาใช้ ได้แก่ งานเหล่านี้ เช่น

  1. งานที่ต้องให้บริการและรองรับผู้ใช้งานจากทั่วโลก ลองคิดดูสิครับว่ามันจะเยี่ยมขนาดไหน หากธุรกิจมีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีสำนักงานสาขาและฐานลูกค้ากระจายอยู่ ทั่วโลก หน่วยงาน IT ของท่านจะออกแบบระบบเพื่อให้ผู้ใช้หรือลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานหรือเข้าถึงคีย์แอปพลิเคชัน ต่างๆ อย่างลื่นไหล สามารถเข้าถึงและใช้งานระบบต่างๆ ได้โดย ไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้แถมยังมีค่าใช้จ่ายทาง ด้าน Infrastructure ไม่สูงนัก ซึ่งระบบ Cloud สามารถตอบโจทย์ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากระบบ Cloud มีศูนย์ข้อมูลกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก เมื่อผู้ใช้เชื่อมต่อเข้ามาระบบจะทำการเลือกและเชื่อมต่อไปยังเครื่องแม่ข่ายหรือบริการจากศูนย์ที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้มากที่สุด ทำให้ผู้ใช้ได้ประสิทธิภาพที่ดีไม่ว่าจะใช้งานจากที่ใดในโลก
  2. ระบบสำรองกรณีเกิดภัยพิบัติ (Disaster Recovery) ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าทุกองค์กรจำเป็นต้องมีระบบสำรองไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นทั้งเกิดจากภัยพิบัติหรือจะเป็นความวุ่นวายที่เกิดจากสถาณการณ์บ้านเมืองก็ตาม อย่างไรก็ตามในการลงทุนสร้าง Data Center เองนั้นจะสิ้นเปลืองทั้งในเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ทั้งทางด้านการหาอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการลงทุนสร้างระบบเน็ตเวิร์ค เป็นต้น การนำระบบ Hybrid Cloud มากับระบบ Disaster Recovery ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากองค์กรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในการสร้าง Data Center ขึ้นมาถึงสองแห่ง
  3. ปริมาณงานที่ไม่แน่นอนหรือไม่สามารถคาดเดาได้ (Unpredictable Workloads) งานทุกประเภทหรือทุกธุรกิจมักจะมีช่วงเวลาที่เกิด Workload จำนวนมากที่ผู้ดูแลไม่อาจคาดเดาหรือประเมินได้ยาก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นบางช่วงเวลา เช่น ทุกต้นเดือน-ปลายเดือนหรือบางฤดูกาล เช่น ทุกเทศกาลสำคัญ หรืออาจจะเกิดในช่วงที่มีการจัดโปรโมชันพิเศษในการส่งเสริมการขาย เป็นต้น กรณีเหล่านี้ทำให้มีผู้ใช้เข้ามาใช้ระบบหรือมีปริมาณ Transactionเกิดขึ้นในระบบจำนวนมากจนระบบไม่สามารถรองรับได้ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด ทำให้ไม่สามารถจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อรองรับเหตุการณ์เหล่านี้ได้ทัน เราสามารถนำระบบ Cloud มาทำงานร่วมกับระบบเดิมในลักษณะของ Hybrid Cloud ได้โดยการย้าย Workload จำนวนหนึ่งให้มาทำงานบนระบบ Cloud เช่น ย้ายส่วนของ web front-end จำนวนหนึ่งซึ่งเกินจากที่ระบบเดิมจะรองรับได้ให้ย้ายมาทำงานในระบบ Cloud แทน ด้วยวิธีการเหล่านี้องค์กรก็จะไม่เสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจเนื่องจากประสิทธิภาพของระบบ IT ไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันผู้ใช้ก็ยังได้รับประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเช่นเดิมและประโยชน์หลักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เสียค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งานจริงเท่านั้น (Pay-as-You-use)
  4. ความสามารถในการขยายเพื่อรองรับผู้ใช้จำนวนมาก (Scalability) ถ้าหากคุณกำลังมองหา Solution ที่จะมารองรับปริมาณผู้ใช้เป็นจำนวนมากในระดับล้านหรือหลายล้านคน การนำระบบ Cloud มาใช้จะมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากเราสามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถของระบบได้อย่างรวดเร็ว โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการจัดหาอุปกรณ์เองแบบ On-Premises ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าบรรดาเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้จำนวนหลายล้านคนทั่วโลกอย่าง Instagram หรือ Pinterest ก็ล้วนแต่ใช้ระบบ Cloud เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งสิ้น
  5. งานที่ต้องใช้ Storage ขนาดใหญ่ ปัจจุบันพบว่าค่าใช้จ่ายหลักส่วนหนึ่งในการนำระบบ IT มาใช้คือ ค่าใช้จ่ายทางด้านStorageที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บมีการเติบโตขึ้นทุกๆ วัน ยิ่งในยุคนี้มีการเก็บข้อมูลที่เป็น Semi-Structured และ Unstructured มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้อัตราการเจริญเติบโตของ Storage สูงขึ้นไปอีก

ดังนั้นเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายทางด้าน Storage ลง การนำระบบ Cloud Storage มาใช้ร่วมกับระบบ Storage เดิมในลักษณะ Hybrid Storage ก็จะช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านนี้ลงได้มาก

 



Top