4 วิธี ป้องกันการเป็นข่าวหน้าหนึ่งว่า Cloud ของคุณข้อมูลรั่วไหล!!

4 วิธี ป้องกันการเป็นข่าวหน้าหนึ่งว่า Cloud ของคุณข้อมูลรั่วไหล!!

แล้วแบบนี้ความปลอดภัยของข้อมูลเราจะอยู่ที่ไหนกัน เมื่อจาก การคาดการณ์ของ Gartner ในปี 2016 บอกว่า ภายในปี 2020 ความล้มเหลวด้านความปลอดภัยทั้งหมดของระบบคลาวด์ เกิดจากความความประมาทเลินเล่อของมนุษย์ มากถึง 95%!

ซึ่งนั่นหมายความว่าองค์กรต่าง ๆ ต้องเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่มีแนวโน้มว่าน่าจะเกิดขึ้นแน่ ๆ ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้

รูปภาพจาก freepik
95%

ความล้มเหลวด้านความปลอดภัยจากความประมาทของมนุษย์

โชคดีที่เรายังพอมีเวลาเตรียมตัวรับมือก่อนถึงเหตุการณ์นั้น หากเพียงแค่คุณลองใส่ใจกับมันเพิ่มขึ้นมากขึ้นอีกซักหน่อย และลองทำตามคำแนะนำด้านล่างเหล่านี้ไปปรับใช้กับองกรณ์ของคุณดู คุณจะสามารถลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระบบคลาวด์ลงได้

คำแนะนำในการปกป้องข้อมูลบน Cloud

1.อย่าเชื่อมั่นและไว้วางใจในคลาวด์เกินไป

ฟังดูแล้วอาจจะขัดใจว่า ทำไมเราใช้บริการคลาวด์จากผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง AWS หรือ Azure แล้วทำไมยังเชื่อมั่นในความปลอดภัยของข้อมูลของเราบนคลาวด์แบบ 100% ไม่ได้อีก?

ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานนี้ แน่นอนว่าทุกคนยังไม่มีใครไว้ใจระบบคลาวด์ที่เสมือนน้องใหม่ ที่เป็นเพียงแค่ฐานข้อมูลที่จับต้องไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับแบบ On-premise ที่สามารถเก็บข้อมูลที่สำคัญไว้ได้อย่างสบายใจกว่า

แล้วเราก็จะกลับมาที่ปัจจุบันแบบทันด่วนนี้ องค์กรส่วนใหญ่ล้วนหันกลับมาใช้บริการคลาวด์กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ด้วยความที่ว่าถ้าเทียบกับ On-premise แล้ว คลาวด์นั้นมีความเสถียรของเซิร์ฟเวอร์ที่มั่นคงกว่า เจอปัญหาเซิร์ฟเวอร์ดาวน์น้อยกว่าถึงขั้นหาได้ยากเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังมีวิศวกรระบบมาคอยพัฒนาและจัดการด้านความปลอดภัยอีกด้วย

อ้าว? แต่คลาวด์นั้นแสนดีถึงขนาดนี้แล้วทำไมเรายังไว้ใจตัวคลาวด์ได้อีกเชียวหรือ? เราจะมาอธิบายเรื่องนี้กัน

รูปภาพจาก freepik

หนึ่งในความเข้าใจผิดอย่างมหันต์สำหรับการใช้คลาวด์ที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดกันคือ ผู้ให้บริการคลาวด์จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของลูกค้าแต่เพียงผู้เดียว

ซึ่งมันหาได้ใช่แบบนั้นไม่ และด้วยความเข้าใจผิดนี้ส่งผลทำให้องค์กรที่ใช้บริการคลาวด์เหล่านั้นปล่อยปละละเลย สิ่งเล็ก ๆ ที่มาพร้อมผลกระทบอันยิ่งใหญ่อย่าง การใช้งาน แอปพลิเคชั่นภายนอกของเหล่าพนักกงานที่อาจจะเผลอทำให้ข้อมูลหลุดออกไปโดยไม่ตั้งใจ อย่างมากก็อาจจะหลุดไปอยู่กับพนักงานแผนกอื่น หรืออย่างเลวร้ายคือหลุดไปอยู่ในมือบริษัทคู่แข่งได้เลยทีเดียว

ฉะนั้นไม่ว่าระบบคลาวด์จะมีการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาแค่ไหน ถ้าปราศจากการดูแลควบคุม การสร้างกฎระเบียบภายในสถานที่ทำงาน และการให้ความรู้กับนักกงานแล้วละก็ ย่อยเป็นการยากที่จะปกป้องข้อมูลของคุณให้ปลอดภัยได้อย่าง 100%

2.แบ่งปันความรับผิดชอบ ระงับความเสี่ยง

พื้นฐานการรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์นั้น ถูกออกแบบขึ้นมาบนรูปแบบความรับผิดชอบร่วมกัน

ซึ่งผู้ให้บริการระบบคลาวด์มีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของระบบคลาวด์เอง ในขณะที่ผู้ใช้มีหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลและแอพพลิเคชันในระบบคลาวด์

แน่นอนว่าผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะ AWS, Google หรือแม้แต่ Microsoft Azure ก็มีขอบเขตที่ผู้ให้บริการสามารถรักษาความปลอดภัยได้อย่างทั่วถึง และย่อมมีสิ่งที่ผู้ใช้ต้องเข้าใจและสามารถดูแลด้วยตัวเองได้ด้วย

สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ความปลอดภัยของระบบคลาวด์เป็นไปอย่างยั่งยืน เริ่มต้นด้วยการเห็นภาพรวมของสภาพแวดล้อมของระบบคลาวด์ของคุณเสียก่อน

อย่าเพิ่งแปลกใจไปว่า เอ? ระบบคลาวด์มันมองเห็นเป็นรูปธรรมแบบนั้นด้วยเหรอ?

รูปภาพจาก Freepik

เราหมายถึงการที่คุณสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ ในระบบคลาวด์ของคุณ มาสำรวจและตรวจสอบให้เป็นไปตามแบบแผนที่วางไว้ก่อน แน่นอนว่าการทำแบบนี้ทำเพียงแค่ช่วงแรก ๆ ของการวางแผนรักษาความปลอดภัยเท่านั้น

เพราะเมื่อคุณได้สำรวจและตรวจสอบความเป็นไปของข้อมูลในระบบคลาวด์คุณ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เห็นสภาพแวดล้อมโดยรวมของระบบคลาวด์ของคุณด้วยเช่นกัน

สิ่งที่คุณได้มานั้นจะต้องทำให้เป็นมาตรฐานไว้สำหรับทีมรักษาความปลอดภัยว่า “นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าปกติ” ทำให้คุณรู้ได้ว่า อะไรคือ “ความผิดปกติ” และคุณจะได้รับการแจ้งเตือนถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น

เมื่อองค์กรได้ปฏิบัติตามหลักการแบ่งปันความรับผิดชอบนี้แล้ว เราจะได้เข้าใจว่าอะไรที่อยู่บนคลาวด์นั้น “ปลอดภัย” แล้วบ้าง

ซึ่งนั่นจะช่วยให้เราหลีดเลี่ยงปัญหาที่เกิดในส่วนรับผิดชอบที่อยู่นอกเหนืออำนาจการดูแลของผู้ให้บริการได้ จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดจากผู้ใช้ได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที

3.ใช้งานเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่มีมากับบริการ Cloud

นี่อาจจะเป็นหนึ่งข้อดีที่เฉพาะผู้ที่ใช้บริการระบบคลาวด์จากผู้ให้บริการเลยก็ว่าได้ เพราะจากสาเหตุทั้งหมดทั้งมวลที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผู้ให้บริการคลาวด์ก็เลยจัดการแถมเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลในคลาวด์ทั้งจากความผิดพลาดของตัวระบบเองหรือรวมไปถึงความผิดพลาดของผู้ใช้ให้ซะเลย

ซึ่งเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์มคลาวด์นั้นก็จะเข้ากันได้ดีที่สุดสำหรับผู้ให้บริการคลาวด์นั้น ๆ เพราะเรานั้นเกิดมาคู่กัน~

รูปภาพจาก diseñocreativo.com

สิ่งเหล่านี้อาจรวมถึงไฟล์วอร์แบบ web-based application การเข้ารหัสของข้อมูลทั้งตอนที่เก็บอยู่และระหว่างถ่ายโอน การให้บริการเครื่องมือ IAM และอื่น ๆ มากมาย

ตัวอย่างที่ดีคือ Azure Security Center ช่วยให้องค์กรสามารถระบุได้ว่าบัญชีใดและผู้ใช้คนไหนกำลังเข้าถึงแพลตฟอร์มโดยกำหนดว่ามีการเรียกใช้ API จากที่อยู่ IP ใด และเมื่อใดก็ตามที่เกิดขึ้น ข้อมูลที่มาจากแพลตฟอร์มนี้สามารถใช้เพื่อตรวจจับและตอบสนองต่อปัญหาที่เป็นไปได้ในด้านความปลอดภัยและสามารถปรับปรุงการใช้งานได้อย่างทันท่วงที

ซึ่งสิ่งที่ทุกคนควรจำไว้เสมอว่า หลังจากที่คุณเลือกผู้ให้บริการระบบคลาวด์แล้วอย่าลืมทำความคุ้นเคยกับข้อเสนอด้านความปลอดภัยที่พวกเขาสร้างไว้ในแพลตฟอร์มด้วยละ เนื่องจากมันถูกสร้างมาให้ใช้งานได้อย่างครบถ้วนในแพลตฟอร์มนั้น ๆ แล้วยังเพื่อให้คุณได้รับความปลอดภัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

4.จัดการตั้งค่าสภาพแวดล้อมคลาวด์ของคุณซะ

มีหลายวิธีที่ บริษัทต่าง ๆ จะมั่นใจได้ว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยข้อมูลและแอพพลิเคชันภายในคลาวด์แพลตฟอร์ม แต่บางครั้งความมั่นใจนั้นอาจเป็นปัญหาอย่างหนักสำหรับความปลอดภัยของคุณเอง ซะงั้น!?

ในปัจจุบันนี้ มีบริษัทกว่า 73% ตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยของระบบคลาวด์ผิดพลาด เช่นการเผลอใช้งาน remote SSH (Secure Shell) ที่เปิดกว้างสู่อินเตอร์เน็ตทั้งหมด! ทำให้ระบบคลาวด์นั้นเกิดจุดบอดที่จำทำให้สามารถถูกถูกโจมตีในส่วนของข้อมูลส่วนที่เป็นความลับได้

รูปภาพจาก softwaremotorcorp.com
73%

บริษัทที่ตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยของระบบคลาวด์ผิดพลาด

ดังนั้นการเรียกใช้การปรับแต่ง ตั้งค่าของคลาวด์แพลตฟอร์มอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการขอคำแนะนำจากผุ้ให้บริการ หรือทำโดยบุคคลากรที่เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ บริษัทสามารถวิเคราะห์จุดโหว่และช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นในระบบเพื่อให้สามารถำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อข้อมูลสำคัญเหล่านั้นได้

ซึ่งนั้นขึ้นอยู่กับตัวคุณเองแล้วว่าคุณสามารถจัดการการสภาพแวดล้อมของระบบคลาวด์ของคุณไปในทางรูปแบบไหน มีประสิทธิภาพขนาดไหน

แน่นอนว่าผู้ให้บริการพร้อมจะมีแนวทางสำหรับการตั้งค่าด้านความปลอดภัยของคลาวด์ที่ดีที่สุดให้คุณได้เสมอ แต่มีแต่คุณเท่านั้นที่จะสามารถนำมันไปปรับใช้กับระบบคลาวด์ในบริษัทคุณได้

สรุป

แม้ว่าลูกค้าระบบคลาวด์อาจเป็นผู้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดด้านความปลอดภัยถึง 95% ในระบบคลาวด์ แต่ก็มีวิธีที่จะทำให้องค์กรของคุณมีความมั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้น

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับแพลตฟอร์มคลาวด์ การใช้รูปแบบความรับผิดชอบร่วมกันและการปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยของระบบคลาวด์ เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะกำกัดปัญหาด้านความปลอดภัยภายในระบบคลาวด์และหลีกเลี่ยงการเป็นข่าวหน้าหนึ่งได้อย่างมั่นใจหายห่วง

บางทีการไว้วางใจให้ผู้ให้บริการได้เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยของข้อมูลก็เป็นเรื่องจำเป็น และ Microsoft Azure Cloud ก็มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะสามารถให้คำปรึกษาทุกปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาเหล่าได้ได้อย่างมืออาชีพ ทำให้องค์กรของคุณมั่นใจได้เลยว่า การเกิดความผิดพลาดของผู้ใช้นั้นจะลดลงได้อย่างแน่นอน

อ่านบทความที่น่าสนใจอื่นๆได้ที่นี่

Learn More



Top