4 วิธีป้องกันไม่ให้ Email ติด Blacklist

4 วิธีป้องกันไม่ให้ Email ติด Blacklist

ในอุตสหกรรมการตลาดผ่านอีเมล (Email Marketing) การส่งอีเมลจำนวนมากที่ไม่พึงประสงค์ถือว่าเป็นการสแปม (Spam) ซึ่งสามารถส่งผลกระทบในเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ และผู้ให้บริการอีเมล (Email Service Provider) อาจระงับโดยการคัดกรองอีเมลจากผู้ส่งไปที่โฟลเดอร์สแปมของผู้รับหรือบล็อกอีเมลนั้นไปเลย

แบรนด์ที่ถูกระงับเหล่านี้จะอยู่ใน Email Blacklist ซึ่งเป็นรายชื่อ IP address หรือโดเมนที่ถูกผู้ดำเนินการบัญชีดำ (Blacklist Operator) จับได้ว่าได้ทำการส่งอีเมลให้บัญชีที่ไม่ได้สมัครรับอีเมล ผู้ให้บริการอีเมลส่วนมากจะอ้างอิง Email Blacklists หลายอัน เพื่อพิจารณาชื่อเสียงของแบรนด์ผู้ส่งอีเมลและตัดสินใจว่าจะให้ส่งอีเมลไปถึงบัญชีผู้รับหรือไม่

โดยที่ผู้ให้บริการอีเมลจะประเมินความน่าเชื่อถือของ Email Blacklist ด้วย เช่นหากผู้ส่งติด Blacklist ของ Spamhaus ซึ่งได้รับความน่าเชื่อถืออย่างกว้างขวาง ก็จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ส่งอย่างมาก ในขณะที่ Blacklists อื่นๆ เช่น Lashback, NoSolicitado และ Spam Cannibal ที่ได้รับความน่าเชื่อถือน้อยกว่าย่อมส่งผลกระทบที่น้อยกว่าต่อชื่อเสียงของผู้ส่ง

Jess Swazey ผู้ให้คำปรึกษาด้านการส่งอีเมลที่ HubSpot กล่าวไว้ว่า “วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะออกจาก Email Blacklist คือการไม่เข้าไปตั้งแต่แรก”

วันนี้เราจึงมานำเสนอ 4 วิธีป้องกันไม่ให้อีเมลของแบรนด์ติด Blacklist เพื่อให้อีเมลของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

1. ส่งอีเมลให้ผู้ที่สมัครรับอีเมล (Subscribers) เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการส่งอีเมลให้รายชื่อผู้ติดต่อที่มาจากเว็บไซต์ แหล่งบุคคลที่สาม หรือรายชื่อผู้ติดต่อที่ซื้อมา

ขั้นตอนที่ชัดเจน ง่ายที่สุด และสำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงการติด Email Blacklist คือการส่งอีเมลให้ผู้ที่สมัครรับอีเมล (Subscribers) เท่านั้น

ในยุคปัจจุบันมีเพียงแค่ 4% ของบุคคลทั่วไปที่เชื่อว่านักการตลาดปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์ วิธีการสร้างฐานข้อมูลรายชื่อผู้ติดต่อทางอีเมลที่ดีที่สุดคือการเก็บอีเมลที่สมัครเข้ามาจริงๆ

นอกจากนั้น ผู้ดำเนินการบัญชีดำ (Blacklist Operator) มักจะสร้างอีเมลที่ใช้จับสแปมไว้ในแหล่งบุคคลที่สาม รายชื่อผู้ติดต่อที่ซื้อมา และเว็บไซต์ที่เก่าหรือหมดอายุ แบรนด์ที่รวบรวมและส่งอีเมลให้รายชื่อผู้ติดต่อที่มาจากสามช่องทางนี้จึงมีโอกาสสูงมากที่จะถูก Blacklist

2. ทบทวนและอัปเดตรายชื่ออีเมลเป็นประจำ

การสร้างรายชื่ออีเมลใหญ่อาจทำให้คุณรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จ แต่ถ้ารายชื่อนั้นไม่เปิดหรือคลิกลิงก์ในอีเมลเลยก็ควรจะพิจารณาคัดออกจากรายชื่ออีเมล เพราะว่าปัจจัยหนึ่งที่ผู้ให้บริการอีเมลใช้ในการวัดความน่าเชื่อถือของผู้ส่งคือการประเมินว่ามีการส่งอีเมลไปที่อีเมลที่ไม่ใช้งาน (Inactive Emails) หรือไม่ ดังนั้นรายชื่อผู้ติดต่ออีเมลที่ไม่เคยเปิดอีเมลของแบรนด์เลยในหนึ่งปีอาจเป็นหนึ่งใน Inactive Email ที่ถูกผู้ให้บริการอีเมลแปลงเป็นอีเมลที่ใช้จับสแปมและส่งผลกระทบต่อคะแนนการส่ง (Deliverability Score) ของแบรนด์

หนึ่งในวิธีการป้องกันไม่ให้ส่งอีเมลไปยัง Inactive Emails ที่ใช้จับสแปมคือการทำแคมเปญ Re-Engagement ที่เชิญชวนให้ผู้ที่สมัครรับอีเมลคลิกลิงก์ในอีเมลเพื่อรับอีเมลต่อ และตัดอีเมลของผู้รับที่ไม่คลิกในอีเมล Re-Engagement ออกจากรายชื่ออีเมล

3. หลีกเลี่ยงการส่งอีเมลการตลาดถึงผู้ติดต่อที่ทางแบรนด์รู้จักแต่ไม่ได้สมัครรับอีเมลโดยตรง

หลังจากการออกงานอีเว้นท์ต่างๆ บางครั้งทีมฝ่ายขายบันทึกอีเมลที่ได้รับจากนามบัตรของกลุ่มเป้าหมายเข้าไปในรายชื่อผู้ติดต่อที่ทางแบรนด์ส่งอีเมลการตลาดเป็นประจำ

วิธีนี้ก็เสี่ยงต่อการติด Blacklist เช่นกัน เพราะผู้ใช้อีเมลกลุ่มนี้อาจคาดหวังที่จะได้รับการติดต่อทางอีเมลจากทีมฝ่ายขายเท่านั้น แต่ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะสมัครรับอีเมลการตลาดเป็นประจำ ดังนั้น นอกจากที่จะมีแนวโน้มที่จะไม่เปิดอีเมลเหล่านี้แล้ว เขาอาจจะตั้งค่าอีเมลเหล่านี้เป็นสแปม ซึ่งจะทำให้ Deliverability Score ต่ำลงและเสี่ยงต่อการถูก Blacklist

อีกปัจจัยคือทีมฝ่ายขายอาจสะกดอีเมลผิดตอนที่พิมพ์อีเมลเข้าไปในฐานข้อมูล ซึ่งการส่งอีเมลไปยังอีเมลที่ไม่มีอยู่จริงจะเพิ่มอัตราการตีกลับ (Bounce Rate) ซึ่งจะทำให้ Deliverability Score ต่ำลงและเสี่ยงต่อการถูก Blacklist เช่นกัน

ดังนั้นหากสนใจที่จะเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่ออีเมลที่ทางแบรนด์ได้ทำความรู้จัก ควรที่จะให้กลุ่มเป้าหมายกรอกฟอร์มในเว็บไซต์เพื่อสมัครรับอีเมลโดยตรง

4. ตรวจสอบอีเมลของสมาชิกใหม่ที่สมัครรับอีเมลของแบรนด์

บางครั้งคนที่สมัครรับอีเมลอาจสะกดอีเมลผิดเวลากรอกฟอร์ม ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการอีเมลตีกลับอีเมลเหล่านั้น และส่งผลกระทบต่อ Deliverability Score และความเสี่ยงต่อการถูก Blacklist

เพื่อป้องกันปัจจัยนี้ สามารถใช้เครื่องมือออนไลน์ตรวจสอบที่อยู่อีเมลที่รวบรวมมาจากรายชื่อผู้สมัครรับอีเมล เช่น Kickbox เป็นต้น

วิธีตรวจสอบว่าติด Email Blacklist หรือไม่

บางครั้งวิธีการดักจับสแปมที่กล่าวมาอาจทำให้ติด Blacklist ได้ โดยทั่วไปหากเกิดเหตุการแบบนี้ขึ้นผู้ให้บริการอีเมลจะแจ้งให้ทราบ แต่ถ้าหากต้องการตรวจสอบเพื่อความแน่ใจว่า IP address หรือโดเมน ไม่ติด Blacklist สามารถใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น Sender Score หรือ MX Toolbox ตรวจสอบได้

 

อ้างอิงข้อมูลจาก: https://blog.hubspot.com/marketing/email-blacklist

 

ทั้งนี้ หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมและการบริการด้าน Digital Marketing ไม่ว่าจะเป็น Owned Media, Paid Media หรือ Earned Media ในช่องทางและรูปแบบต่างๆ รวมทั้ง Email Marketing, Social Media Management, Website Content and Design, Search Engine Optimization และ/หรือ Google Ads

G-ABLE พร้อมให้บริการและคำปรึกษาให้ทุกธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Contact G-Able

02-781-9333 หรือ
inquiry@g-able.com



Top