8 เทคนิคการ Optimize วีดีโอสำหรับ YouTube Search ในปี 2019

8 เทคนิคการ Optimize วีดีโอสำหรับ YouTube Search ในปี 2019

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลยุทธ์การตลาดที่ค่อนข้างใหม่ คือการทำตลาดแบบ Inbound Marketing ที่ใช้ Pull Strategy โดยการผลิต Content ที่ให้คุณค่ากับกลุ่มเป้าหมาย (Customer Centric Content) โดยการให้ความรู้และข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อเขา เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทาง Search Engines ต่างๆ และดึงดูดให้เขาสนใจที่จะเป็นลูกค้าของเรา

ในตอนนั้น Inbound Marketing เริ่มต้นจากการเขียน Content ในรูปแบบของข้อความเป็นหลัก และได้พัฒนาในรูปแบบของภาพและเสียงผ่านสื่อและช่องทางต่างๆ เช่น ebooks บล็อก พอดคาสต์ เนื้อหาภาพ และวิดีโอ เป็นต้น

ทั้งนี้ วีดีโอเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานของ 2018 State of Inbound Report พบว่า ในปีที่ผ่านมา 45% ของนักการตลาดลงทุนใน YouTube มากกว่าช่องทางการตลาดอื่นๆ

การที่มี Content หลายรูปแบบเพิ่มขึ้น ทำให้การ Optimize Content ให้ปรากฏในผลการค้นหา (Search Results) ของกลุ่มเป้าหมายนั้นสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบน YouTube ซึ่งเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ในการค้นหาและดูคลิปวีดีโอ

วันนี้เราจึงมานำเสนอเทคนิคการ Optimize เพื่อให้ YouTube Channel ของคุณ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Content ของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

1. เปลี่ยนชื่อไฟล์วีดีโอ (File Name) ให้มี SEO Keywords

เวลาที่ระบบ YouTube SEO เลือกที่จะแสดงวีดีโอในผลการค้นหาของผู้ใช้ YouTube ไม่สามารถ

“ดู” วีดีโอเพื่อวิเคราห์ความเกี่ยวข้องระหว่างวีดีโอของคุณกับ Search Keywords ของผู้ใช้

ดังนั้นเราควรใส่ Keywords ในที่ต่างๆ ที่ YouTube สามารถ “อ่าน” ได้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อไฟล์ของคลิปวีดีโอก่อนที่จะอัพโหลดเลย

 

2. ใช้ Keywords ในการตั้งชื่อวีดีโอ (Title)

เวลาค้นหาวีดีโอ สิ่งแรกที่ดึงดูดความสนใจมักจะเป็นชื่อวีดีโอ (Title) เพราะฉะนั้น ชื่อวีดีโอจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจว่าจะคลิกเพื่อดูวีดีโอหรือไม่

หลักการตั้งชื่อวีดีโอนั้น ควรตั้งชื่อวีดีโอให้ชัดเจน กระชับ และน่าสนใจ

Alicia Collins ผู้จัดการแคมเปญของ Hubspot แนะนำให้ชื่อวีดีโอไม่เกิน 60 ตัวอักศร เพื่อไม่ให้ชื่อถูกตัดออกในหน้าผลการค้นหา ทั้งนี้ Brian Dean สรุปผลการวิจัยของ Backlinko ว่า นอกจากการตั้งชื่อวีดีโอให้มี YouTube SEO Keywords แล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือการตั้งชื่อวีดีโอให้ตรงกับหัวข้อที่ลุ่มเป้าหมายสนใจ เพื่อที่จะดึงดูดความสนใจและ Optimize ไปพร้อมกัน

 

3. Optimize คำอธิบายวีดีโอ (Description)

ถึงแม้ Google จะให้พื้นที่ถึง 1,000 ตัวอักษร สำหรับคำอธิบายวีดีโอ (Description) บน YouTube ควรคำนึงว่าผู้ใช้ YouTube สนใจที่จะดูวีดีโอเป็นหลักมากกว่าที่จะอ่านข้อความยาวๆ

ในขณะเดียวกัน YouTube จะแสดงแค่ 2-3 บรรทัดแรก (ประมาณ 100 ตัวอักษร) ของคำอธิบายวีดีโอเท่านั้น และผู้ใช้ต้องคลิกที่ “See More” เพื่ออ่านคำอธิบายที่เหลือ เพราะฉะนั้น จึงควรเขียนข้อมูลหลักไว้ภายในบรรทัดแรกๆ ของคำอธิบายวีดีโอ รวมทั้ง Call-to-Action (CTA) และลิงก์ที่สำคัญ

Brian Dean กล่าวไว้ในในผลการวิจัยของ Backlinko ว่าคำอธิบายวีดีโอที่ได้รับการ Optimize ช่วยให้วีดีโอของคุณปรากฏบนแถบ “รายการถัดไป” (“Up Next”) ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่ผู้ใช้คลิกเข้าไปดูวีดีโอบน YouTube

 

4. เลือกใส่แท็ก (Tags) ให้วีดีโอ โดยใช้ Keywords ยอดนิยมที่เกี่ยวข้อง

YouTube Creator Academy แนะนำให้ใช้แท็กเพื่อบอกกลุ่มเป้าหมายว่าวีดีโอเกี่ยวกับอะไร

แต่ในที่จริง การใช้แท็กเป็นการบอก YouTube โดยตรงเกี่ยวกับเนื้อหาและบริบทของวีดีโอด้วย อย่างที่ Brian Dean อธิบายในผลการวิจัยของ Backlinko

การใช้แท็กช่วยให้ YouTube แสดงวีดีโอของคุณใกล้กับวีดีโอที่คล้ายกัน ซึ่งสามารถเพิ่มการเข้าถึงวีดีโอของคุณในบริบทที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรเลือกแท็กอย่างรอบคอบ เพราะว่าการใช้แท็กที่ไม่เกี่ยวข้องกับวีดีโอเป็นการละเมิดนโยบายของ YouTube และ Google

สำหรับเทคนิคการเลือกแท็ก นอกจากการใช้แท็กที่มี Keywords ทั่วไปแล้ว สามารถใช้ Long-Tail Keywords ที่เฉพาะเจาะจงขึ้น เช่นการใช้แท็กเป็นวลีที่ตอบคำถามว่า “How Do I?”

 

5. เลือกหมวดหมู่ (Category) ให้วีดีโอ

ตอนที่คุณอัพโหลดวีดีโอ คุณสามารถเลือกหมวดหมู่ (Category) ให้วีดีโอได้ในแถบ “Advanced Settings” การเลือกหมวดหมู่เป็นอีกวิธีที่จะทำให้ YouTube แสดงวีดีโอของคุณใกล้กับวีดีโอที่คล้ายกัน และจับกลุ่มวีดีโอเหล่านี้มาแสดงเป็น Playlist ในผลการค้นหา ซึ่งสามารถเพิ่มการเข้าถึงวีดีโอในกลุ่มเป้าหมายของคุณ

 

ในเบื้องต้น การเลือกหมวดหมู่อาจดูเหมือนเป็นขั้นตอนที่ตั้งค่าได้ง่ายในคลิกเดียว แต่ YouTube Creator Academy ก็มีคำแนะนำในการพิจารณาเลือกหมวดหมู่อย่างละเอียดขึ้น โดยการตั้งคำถามดังนี้

  • ใครคือ Top Creators ในหมวดหมู่ที่สนใจ และเขามีชื่อเสียงในด้านไหน
  • กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ในหมวดหมู่ที่สนใจ มีความคล้ายกันอย่างไร
  • วีดีโอในที่หมวดหมู่ที่สนใจ มีความคล้ายกันทางด้าน รูปแบบการผลิต คุณค่า และความยาวของคลิปวีดีโอ อย่างไรบ้าง

 

6. อัพโหลดภาพขนาดย่อ (Thumbnail) สำหรับวีดีโอ

ภาพขนาดย่อ (Thumbnail) ของวีดีโอเป็นรูปภาพหลักที่ผู้ใช้เห็นเวลาเลื่อนหน้าจอผ่านวีดีโอต่างๆ ในผลการค้นหา ทั้งภาพขนาดย่อของวีดีโอพร้อมกับชื่อของวีดีโอให้ข้อมูลกับผู้ใช้เกี่ยวกับเนื้อหาของวีดีโอ ซึ่งมีผลกระทบต่อจำนวน Clicks และจำนวน Views ของวีดีโอ

ถึงแม้ว่าจะสามารถเลือกหนึ่งในภาพขนาดย่อ (Thumbnail) ของวีดีโอที่ YouTube สร้างให้โดยอัตโนมัติ (Auto-generated) การอัพโหลดภาพขนาดย่อเป็นไฟล์ภาพที่เราสร้างขึ้นมาเองย่อมดีกว่า

YouTube Creator Academy ค้นพบว่า “90% ของวีดีโอที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดบน YouTube มีภาพขนาดย่อที่กำหนดเอง” และแนะนำให้ใช้รูปขนาด 1280 x 720 pixels เพื่อให้มีอัตราส่วน 16:9 ในรูปแบบไฟล์ .jpg, .gif, .bmp, หรือ .png ที่มีขนาดเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2MB เพื่อให้ภาพขนาดย่อสำหรับวีดีโอของคุณมีคุณภาพสูงอย่างคมชัดบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แต่ละประเภทที่ล้วนมีขนาดหน้าจอแตกต่างกัน

ก่อนที่จะอัพโหลดภาพขนาดย่อสำหรับวีดีโอ จะต้อง verify YouTube account ก่อน โดยการไปที่ youtube.com/verify และทำตามขั้นตอนในภาพด้านล่างนี้

 

7. เพิ่มคำบรรยาย (Subtitles) และคำบรรยายแบบปิด (Closed Captions หรือ CC) ในวีดีโอ

นอกเหนือจากข้อความ (Text) ประเภทต่างๆ ที่เราได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ คำบรรยายและคำบรรยายแบบปิดก็เป็นสิ่งที่ช่วยในการเพิ่ม YouTube Search Optimization ให้กับวีดีโอของคุณเพราะสามารถใส่ Keywords ที่สำคัญเข้าไปได้

ความแตกต่างของข้อความสองประเภทนี้คือ คำบรรยาย (Subtitles) ประกอบด้วยข้อความสำหรับคำพูดในคลิปวีดีโอ ในขณะที่คำบรรยายแบบปิด (Closed Captions หรือ CC) ประกอบด้วยคำอธิบายเกี่ยวกับเสียงอื่นๆ ในคลิปวีดีโอนอกเหนือจากบทสนทนา เช่น เสียงโทรศัพท์ เสียงในพื้นหลัง ชื่อตัวละครที่สนทนา และน้ำเสียงกระซิบหรือตะโกน เป็นต้น

สำหรับวิธีการใส่คำบรรยายหรือคำบรรยายแบบปิดในวีดีโอ สามารถอัพโหลดไฟล์การถอดเสียงข้อความ (Text Transcript) หรือไฟล์คำบรรยายที่ตั้งเวลา (Timed Subtitles) ซึ่งไฟล์ SRT (SubRip Subtitle File) เป็นหนึ่งรูปแบบที่ใช้กับ YouTube ได้ นอกจากนั้นอีกวิธีหนึ่งคือการเขียนคำบรรยายหรือคำบรรยายแบบปิดลงใน YouTube โดยตรง

คุณสามารถเข้าไปใส่คำบรรยายหรือคำบรรยายแบบปิดบน YouTube ได้ตามขั้นตอนในภาพด้านล้างนี้

 

8. เพิ่มการ์ด (Cards) และตอนท้าย (End Screens) เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ชมช่อง YouTube ของคุณ

การ์ด (Cards)

เวลาที่คุณดูวีดีโอบน YouTube คุณเคยสังเกตเห็น Icon วงกลมสีขาวทีมีตัว i ปรากฏอยู่ที่มุมขวาบนของวีดีโอ และข้อความว่า Subscribe ในรูปสี่เหลี่ยมปรากฏอยู่ด้านบนของวีดีโอ หรือไม่

สิ่งเหล่านี้เรียกว่าการ์ด (Cards) YouTube Creator Academy อธิบายว่า “การ์ดคือการแจ้งเตือนที่มีการกำหนดรูปแบบไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะปรากฏบนเดสก์ท็อปและอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยคุณสามารถตั้งค่าการ์ดเพื่อใช้ในการโปรโมตแบรนด์และวิดีโออื่นๆ ในช่องของคุณได้”

ตอนท้าย (End Screens)

ตอนท้าย (End Screens) จะแสดงข้อมูลคล้ายๆ การ์ด (Card) แต่แตกต่างกันตรงที่รูปแบบของตอนท้ายจะเน้นภาพมากกว่าข้อความแบบการ์ด และแสดงให้ผู้ใช้เห็นในตอนจบของวีดีโอเท่านั้น

การสร้างและ Optimize ตอนท้ายบนวีดีโอ YouTube ต้องคำนึงถึงประเภทของเนื้อหา (Content) ประเภทของแพลตฟอร์ม (Platforms) และสิ่งสำคัญคือให้สังเกตว่า YouTube มักทดสอบตอนท้ายเพื่อ Optimize ให้เข้ากับประสบการณ์ของผู้ชม (Viewer Experience) เพราะฉะนั้น บางครั้งตอนท้ายของวีดีโอของคุณอาจไม่ได้ปรากฏให้ผู้ใช้เห็น

 

ท้ายที่สุด ถึงแม้ว่าการพิจารณาทั้ง 8 เทคนิคนี้ตอนที่อัพโหลดและตั้งค่าทุกคลิปวีดีโอบน YouTube อาจดูซับซ้อนและใช้เวลานานกว่าที่คิด แต่หากคุณคำนึงถึงสถิติของเวลาที่ผู้ใช้เข้าชม YouTube ที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวในแต่ละปี ก็จะเห็นประโยชน์ของ YouTube Search Optimization ในการเพิ่มการเข้าถึงวีดีโออย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาเนื้อหาวีดีโอที่เกี่ยวข้องกับ Content ของวีดีโอของคุณ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก: https://blog.hubspot.com/marketing/youtube-seo

 

ทั้งนี้ หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Digital Marketing หรือสนใจการบริการด้าน Social Media Management และ/หรือ Search Engine Optimization บน YouTube ไม่ว่าจะเป็น Organic Search โดยการพัฒนา Content และ Creative หรือ Paid Search ประเภท Ad Ops บน Google Ads ทั้งในช่องทางและรูปแบบของ Video Advertising, Search Engine Marketing (SEM) และ Google Display Network (GDN)

G-ABLE พร้อมให้บริการและคำปรึกษาให้ทุกธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Contact G-Able

02-781-9333 หรือ
inquiry@g-able.com



Top