Agile ใช้อย่างไรให้สำเร็จ

Agile ใช้อย่างไรให้สำเร็จ

ในปัจจุบันมีแนวคิดอไจล์ (Agile) ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในประเทศฝั่งตะวันตกเมื่อไม่นานมานี้ นิตยสาร Forbes ได้เผยแพร่ บทความที่กล่าวถึงอไจล์

Agile

Agile แนวคิดกระแสหลักในการพัฒนาซอฟต์แวร์

รูปประกอบจาก : http://blog.vzmart.com

ว่าเป็น “ เครื่องจักรผลิตนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก ” ส่วนนิตยสาร Fast Company ก็กล่าวว่า อไจล์ คือ “ วิธีการทำให้ได้งานที่ดีที่สุด จากทีมของคุณที่สามารถทำได้จริง ” หรือหากจะลองค้นหาคำว่าอไจล์ในหมวดหนังสือของ amazon.com ก็จะพบรายชื่อหนังสือเรื่องนี้เป็นหลักพัน รวมทั้งหากค้นหางานด้วยคำว่าอไจล์ในเว็บหางานยอดนิยมของอเมริกาอย่าง monster.com ก็จะพบประกาศงานเป็นพันๆ ตำแหน่ง จะเห็นว่าอไจลน์นั้นได้กลายเป็นแนวคิดกระแสหลักในการพัฒนาซอฟต์แวร์ไปแล้ว

หันมามองในบ้านเรา แม้ว่าอไจล์จะยังถูกมองเป็น “ ทางเลือก ” ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ก็เป็นทางเลือกของบริษัทน้อยใหญ่ที่ให้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาซอฟต์แวร์แทบทุกบริษัท โทรคมนาคมยักษ์ใหญ่หรือแม้แต่บริษัทด้านสถาบันการเงินระดับประเทศ ก็ได้เริ่มนำอไจล์มาใช้ในองค์กรแล้ว เพียงแต่จะนำมาใช้มากน้อยต่างกันไป บางบริษัทอาจจะเพิ่งเริ่มมีโครงการนำร่อง ในขณะท่ีบางบริษัทใช้กันมาหลายปีจนเริ่มส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร

Agile

Agile กับการประยุกต์ใช้ในองค์กร

รูปประกอบจาก : https://svsg.co/agile-for-smes/

ในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้การนำอไจล์มาใช้ในองค์กรมักเกิดขึ้นแบบล่างขึ้นบน (Bottom-Up) คือ การที่พนักงานในบริษัทได้ไปอ่านบทความอ่านหนังสือ ไปร่วมสัมมนา หรือไปเข้าอบรมเรื่องอไจล์เเล้วอยากนำมาทดลองใช้ในบริษัท ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าวิธีการนี้มักจะไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร เนื่องจากแนวคิดหลายๆ อย่างของอไจล์นั้นดูจะเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับวิธีการเดิมๆ ที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้กันมา อีกทั้งตัวพนักงานเองมักจะไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้บริหารเห็นประโยชน์ของวิธีการทำงานแบบใหม่ได้ ดังนั้นการนำอไจล์มาใช้ในองค์กรในลักษณะนี้จึงมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

Business agility

Business Agility

รูปประกอบจาก : https://www.linkedin.com

เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะ 1-2 ปีหลังนี้ การนำอไจล์มาใช้เริ่มเปลี่ยนเป็นแบบบนลงล่าง (Top-Down) คือ เกิดจากแรงผลักดันจากผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการได้ความคล่องตัวทางธุรกิจ (Business Agility) อาจเป็นเพราะอไจล์เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นในสายการบริหารด้านไอที ซึ่งนับเป็นนิมิตรหมายอันดีที่แนวคิดอไจล์ได้รับการสนับสนุนจากผู้กำหนดนโยบายขององค์กร แต่การนำอไจล์มาใช้ในลักษณะนี้ก็มีข้อควรระวังคือ ตัวผู้บริหารเองนอกจากจะเปิดโอกาสให้พนักงานได้นำอไจล์มาใช้แล้ว ยังต้องทำความเข้าใจด้วยว่าจะต้องมีส่วนร่วมอย่างไร ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานแนวคิดหรือแม้แต่กฎอะไรของบริษัทบ้าง

Inspect and Adapt

เริ่มต้นอไจล์โดยดูผลที่ทำและปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ Inspect and Adapt

รูปประกอบจาก :https://retrospektivet.wordpress.com

เนื่องจากอไจล์นั้นเป็นแนวคิดที่ประกอบด้วยองค์ความรู้ต่างๆ มากมายซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าการจะนำไปใช้นั้นต้องมีขั้นตอน อย่างไร จะเอาส่วนใดไปใช้ จะทำอะไรก่อน การเริ่มนำอไจล์ไปใช้ในองค์กรที่ไม่เคยนำหลักการนี้ไปใช้มาก่อน อาจจะเป็นเรื่องที่ก่อ ให้เกิดความสับสนในช่วงแรก หลายคนเกิดคำถามว่า เราควรจะเริ่มนำอไจล์มาใช้อย่างไร เริ่มเล็กๆ หรือใหญ่ไปเลย ปรับการทำงานด้านเทคนิคก่อนหรือปรับการทำงานเป็นรอบก่อน แอบทำโดยยังไม่เปิดเผยก่อนหรือทำสปอตไลท์ให้ทุกคนเห็น ไม่มีใครรู้ว่าวิธีใดคือวิธีเริ่มที่ดีที่สุด ดังน้ันจึงขอแนะนำว่า “เริ่มสักวิธีแล้วค่อยปรับไประหว่างทาง” ซึ่งลองดูผลที่ทำและปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ (Inspect and Adapt) คือแก่นแท้ของอไจล์ที่บอกว่าไม่มีวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาได้ในทุกบริบท สิ่งที่เราควรทำ คือ ระยะเวลาการเรียนรู้ให้เกิด Feedback ที่รวดเร็วจะได้ ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

Jean Tabaka

เหตุ 12 ประการที่ทำให้อไจล์ ล้มเหลว ” เขียนโดยคุณ Jean Tabaka

รูปประกอบจาก : http://gotocon.com

ข้อคำนึงอีกประการคือ หากจะเริ่มทำอไจล์ ควรจะมีข้อปฏิบัติอะไรบ้าง บทความนี้จะขอนำเสนอหลักการ 12 ข้อที่จะช่วยให้องค์กรเพิ่มโอกาสของความสำเร็จในการนำอไจล์ไปใช้ โดยหลักการนี้สรุปความมาจาก บทความเรื่อง “ เหตุ 12 ประการที่ทำให้อไจล์ ล้มเหลว ” เขียนไว้โดยคุณ Jean Tabaka มาดูกันว่า เราจะนำอไจล์มาใช้ในองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไรบ้าง

ผู้บริหารระดับสูงให้การสนับสนุน 

นอกจากจะให้ไฟเขียวในการนำอไจล์มาใช้ แล้ว ผู้บริหารระดับสูงจำเป็นจะต้องทำความ เข้าใจว่า ต้องให้การสนับสนุน อย่างไรบ้าง บางครั้งอาจต้องมีการแก้นโยบายบริษัท เช่น เปลี่ยนวิธีจัดสรรงบประมาณ การวัดประเมินผลพนักงาน และแม้แต่โครงสร้างบริษัท หากผู้บริหารระดับสูงให้การสนับสนุนอย่างจริงจังแล้ว โอกาสในความสำเร็จจะมีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ผู้บริหารเปลี่ยนพฤติกรรมจากผู้สั่งเป็นผู้สร้าง

การบริหารงานตามสายการบังคับบัญชาในองค์กรนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้พนักงานไม่สามารถใช้ความคิดสรา้งสรรค์ในการทำงานได้อย่างเต็มที่ องคก์รสมัยใหม่จึงต้องการผู้บริหารที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างคน หรือ การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะที่พร้อมสำหรับการทำงานมากกว่าการควบคุมบังคับตามสายบังคับบัญชา

ปรับโครงสร้างองค์กรให้เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม

Teamwork

รูปประกอบจาก : https://www.salesforce.com

องค์กรแบบเดิมนั้นมักจะแยกส่วนงานกันตามหน้าที่จนทำให้เกิดการทำงานแบบต่างฝ่ายต่างทำ เรียกว่าทำงานเป็น ไซโล โดยที่เเต่ละส่วนนั้นมุ่งเเต่เป้าหมายส่วนตนจนละเลยเป้าหมายรวมขององค์กร การวัดผลพนักงานก็มักจะมุ่งที่ตัวบุคคลมากกว่าการเน้นให้ช่วยเหลือกันหรือทำงานเป็นทีม โครงสร้างองค์กรรวมไปถึงสภาพแวดล้อมในการทำงานจึงจะต้องมีการปรับให้สนับสนุนการทำงานที่ร่วมมือกันเพื่อประโยชน์โดยรวมขององค์กร

มองภาพธุรกิจตั้งเเต่ตั้นน้ำถึงปลายน้ำ

Value Stream คือ แนวคิดในการมองการทำงานดั่งการไหลของกระเเสน้ำ ที่มีต้นกำเนิดความคิดจากการผลิตสินค้า ไหลผ่านไปยังส่วนต่าง ๆ ขององค์กรที่มีส่วนในการผลิตไปจนถึงปลายทางที่ได้รับเงินจากลูกค้า ดังนั้นการวิเคราะห์ให้เห็น Value Stream จะทำให้เรามองเห็นคอขวดและช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ตรงจุด

กระจายอำนาจการตัดสินใจออกอย่างเหมาะสม

Decentralization

รูปประกอบจาก : https://www.atlassian.com

การรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจ น้ันเป็นอุปสรรคในการทำให้องค์กรมีความคล่องตัวทางธุรกิจ (Business Agility) แต่การกระจายอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดไปก็อาจทำให้องค์กรสูญเสียความเป็นเอกภาพได้ ดังนั้นองค์กรจึงควรจะรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจในกรณีของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ที่ส่งผลในระยะยาวแต่กระจายอำนาจการตัดสินใจออกไปสำหรับการตัดสินใจที่มีผลระยะสั้นและต้องการความรวดเร็ว

ตระหนักถึงผลเสียของการทำงานทางไกล

การทำงานแบบทางไกล (Distributed Team) นั้นมีให้เห็นกันทั่วไปจนกลายเป็นเรื่องปกติ หลายครั้งสิ่งที่ได้มาไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไปจริงๆ ซึ่งพนักงานหรือทีมที่ไม่ได้ทำงานอยู่ด้วยในสถานท่ีเดียวกันมักจะประสบปัญหาเรื่องการสื่อสารและการไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นอย่างมาก องค์กรจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงผลเสียและใส่ใจที่จะหาเครื่องมือช่วยในการทำงานทางไกลให้มีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้คำแนะนำที่ดีที่สุดของการทำงานทางไกลก็คือยกเลิกเสียจะดีกว่า

มองการเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนเป็น Product และมี Product Manager

หากเรามองการเปลี่ยนแปลงมาทำงานแบบอไจล์ เสมือนเป็น Product เราก็จำเป็นต้องมี Transformation Product Manager มาเป็นผู้บริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงนี้ คอยทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูงและคอยสอดส่องมองหาและจัดการพฤติกรรมที่จะเป็นตัวบั่นทอนไม่ให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เช่น พฤติกรรมการกล่าวโทษคนอื่น พฤติกรรมการไม่ไว้วางใจกัน

สร้างเสียงสะท้อนที่รวดเร็วทันท่วงที

Feedback

รูปประกอบจาก : http://www.openmet.com

องค์กรที่สามารถปรับตัวให้นำคู่แข่งอยู่ได้ตลอดเวลา คือ องค์กรที่เรียนรู้เเละปรับตัวอยู่ตลอด ซึ่งการเรียนรู้นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ องค์กรมีขบวนการรับฟังเสียงสะท้อน (Feedback) ไม่ว่าจะเป็นจากลูกค้า จากพนักงาน จากขบวนการการทำงาน ฯลฯ และ ปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างทันท่วงทีและสม่ำเสมอ

สร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม 

Teamwork

รูปประกอบจาก : https://www.atlassian.com

ดั่งคำโบราณว่าไว้ว่า สองหัวดีกว่าหัวเดียว การร่วมมือกันทำงานระหว่างคนหมู่มากให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แต่การจะได้มาซึ่งการร่วมไม้ร่วมมือนี้อาจจำเป็นต้องมีผู้ประสานงานที่สามารถทำให้คนที่มีความเห็นต่างกันมาถกเถียงเเลกเปลี่ยนกันได้โดยไม่เกิดความแตกแยก เพื่อให้การตัดสินใจแต่ละครั้งนั้นเป็นการตัดสินใจที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ

ไม่ใช่ทำอไจล์แค่ในไอที

Not only IT

รูปประกอบจาก : https://www.scalyr.com/

 อไจล์นั้นมักจะถูกมองว่าเป็นกิจกรรมของฝ่ายไอที หรือ ฝ่ายพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่การจะทำให้องค์กรมีความคล่องตัวทางธุรกิจนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกๆ ฝ่ายรวมทั้งฝ่ายธุรกิจ แม้ว่าเราจะมีทีมพัฒนาที่มีความสามารถเป็นเลิศจนผลิตของมีคุณภาพได้ด้วยความรวดเร็ว แต่ทว่าฝั่งธุรกิจยังทำงานกันแบบเดิมๆ เช่น ต้องเก็บความต้องการ หรือ Requirement ให้ละเอียดครบถ้วนก่อน หรือ จะตัดสินใจอะไรทีก็ต้องผ่านการอนุมัติหลายขั้นตอน องค์กรก็คงยังไม่พัฒนาไปถึงไหน

เข้าหาคนด้วยความเข้าอกเข้าใจ 

ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนนั้น แน่นอนว่าขบวนการทำงาน (Process) และ โครงสร้าง (Structure) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการทำงานที่สอดประสาน แต่ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความเข้าอกเข้าใจ ในช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง คนเหล่านั้นต้องการอะไร เขาจะยอมสละอะไรได้บ้าง เขามีคำแนะนำอะไรดีๆบ้าง จำเป็นต้องเข้าอกเข้าใจ

ดูแลคนที่ได้รับผลกระทบ

ในการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมมีคนที่สูญเสียสิ่งที่เคยมีเคยได้ ผู้บริหารระดับกลางหลายคนจะสูญเสียอำนาจที่เคยมีให้กับทีมฮีโร่ ที่เคยเป็นศูนย์กลางความสนใจกลับกลายเป็นคนธรรมดาในทีม แทนที่จะตัดสินว่าคนเหล่านี้ไม่เหมาะกับอไจล์ เราควรจะทำความเข้าใจ และช่วยเขาให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้

สรุป

จะเห็นได้ว่าการนำอไจล์มาใช้ในองค์กรนั้น นอกจากตัวเนื้อหาองค์ความรู้ของอไจล์เอง ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เรายังต้องพิจารณาประกอบอีกหลายหัวข้อ ซึ่งในแต่ละหัวข้อที่กล่าวมานั้นก็อาจจะมีผลมากน้อยต่างกันไปในแต่ละบริบทขององค์กร เเต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการเริ่มลงมือทำจริง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เเละการปรับปรุงต่อไปในอนาคต



Top