เมื่อ Blockchain ไม่ใช่แค่เรื่องของ Fintech อีกต่อไป

เมื่อ Blockchain ไม่ใช่แค่เรื่องของ Fintech อีกต่อไป

เราอาจรู้จักกับเทคโนโลยี Blockchain จากการที่สกุลเงิน Cryptocurrency ชื่อดังอย่าง bitcoin ที่ได้นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ จนไปถึงการนำมาใช้งานกับการทำธุรกรรมออนไลน์หรือ Fintech ซึ่ง Blockchain ช่วยให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการและบันทึกรายการทั้งหมดอย่างถูกต้อง ทำให้ความปลอดภัยนั้นเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งที่เก็บไว้ใน Blockchain ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงหน่วยสกุลเงินเท่านั้น แต่สามารถทำไปต่อยอดดใช้งานในรูปแบบอื่นๆ นอกจาก Fintech ได้อีกมากมาย

เมืองแห่งอนาคต เมืองแห่ง Blockchain

Dubai’s Global Blockchain Council ซึ่งเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่รวมระหว่างธุรกิจท้องถิ่น รัฐบาลและ ธุรกิจ Start Up ได้ร่วมมือกับ IBM สร้างโปรเจค Smart City ด้วยการทำธุรกรรมต่างๆด้วย ระบบบัญชีแบบกระจาย (Distributed Ledger Technology) ผ่านเทคโนโลยี Blockchain ที่นอกเหนือจากการทำธุรกรรมด้านการเงิน ซึ่งจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นและปลอดภัยขึ้น

1.ด้านสาธารณสุข

รูปภาพจาก Freepik

ด้วยการนำ Blockchain มาใช้กับข้อมูลผู้ป่วยทำให้การเก็บข้อมูลการรักษาต่างๆมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลการรักษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องการทั้งการป้องกันที่แน่นหนาและสามารถเข้าถึงได้ด้วยแพทย์ที่รักษาเท่านั้น Blockchain ก็สามารถตอบโจทย์ได้ด้วยระบบการยืนยัน Transaction ที่ไว้ใจได้

2.ด้านการขนส่ง

รูปภาพจาก Freepik

การขนส่งของที่มาค่ามากอย่างเพชรนั้นเป็นที่สิ่งเมือง Dubai ให้ความสำคัญ เพราะมีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลาย และแน่นอนว่าเพื่อความปลอดภัย ย่อมต้องมีการรักษาความปลอดภัยทั้งการยืนยันการซื้อขาย การยืนยันเอกสารหรือใบอนุญาตต่างๆ

โดยเป้าหมายสำหรับโครงการนำร่องที่ใช้ Blockchain นี้คือการนำไปใช้ใบรับรองของ Kimberley เพื่ออำนวยความสะดวกในการรวบรวม ถ่ายโอน และเก็บสถิติที่จัดทำโดยประเทศสมาชิกแต่ละประเทศทั่วโลก

ซึ่ง Blockchain ไม่ใช่แค่ลดกระบวนการต่างๆบนกระดาษลง แต่ยังรวมไปถึงการให้ประเทศสมาชิกต่างๆทั่วโลกนั้นได้ทำการตรวจสอบ แลกเปลี่ยน และแบ่งปันข้อมูลต่างๆของใบอนุญาตเพื่อลดการทำซ้ำ หรือข้อผิดพลาดทางเอกสารแบบกระดาษในรูปแบบอื่นๆได้อีกด้วย

3.การถ่ายโอนกรรมสิทธิ์

รูปภาพจาก Freepik

การซื้อขายกรรมสิทธิ์ต่างๆรวมไปถึงทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องต่ำเช่น วัตถุโบราณ งานศิลปะ ต่างมีความจำเป็นที่จะต้องมีความปลอดภัยในการยืนยันทั้งความถูกต้องของทรัพย์สิน การระบุตัวต้นผู้ขาย ซึ่งกระบวนการต่างๆนั้นก็ไม่ต่างจากการขายเพชรที่กล่าวมาข้างต้นเท่าไหร่ ซึ่ง blockchain จะช่วยสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่และใช้ Token ในการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์และสร้าง Smart Contract เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้า

4.การจดทะเบียนธุรกิจ

รูปภาพจาก Freepik

ในการจดทะเบียนธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องใช้หลักฐานเช่น สำเนาเอกสารต่างๆไปยื่นกับบัญชีธนาคาร ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนการดำเนินการอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจจำเป็นต้องทำเรื่องหลายขั้นตอนกว่าจะได้รับการอนุมัติ แต่ด้วยเทคโนโลยี  Blockchain ตอนนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีและคลิกไม่กี่ครั้งกับบล็อคหนึ่งที่มีสำเนาของระเบียนที่ได้รับการรับรองและลงนามโดยเจ้าของ

ทำให้ บริษัท ต่างๆจะสามารถเข้าสู่ระบบการซื้อขายได้ง่ายขึ้นผ่าน streamlined ID verification ที่รัดกุมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Flexi Desk ของตลาด

5.การทำพินัยกรรมดิจิทัล

รูปภาพจาก Freepik

ธุรกิจในพื้นที่ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) มักเป็นรูปแบบธุรกิจที่ครอบครัวเป็นเจ้าของและมักมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเมื่อกิจการถูกโอนไปให้กับเจ้าของใหม่

ซึ่งสัญญาหรือพินัยกรรมที่ทำจาก Blockchain เพื่อช่วยลดปัญหานี้เนื่องจากจะช่วยให้ธุรกิจที่เจ้าของมั่นใจได้ว่ากิจการของพวกเขาสามารถย้ายจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่ง Blockchain จะช่วยธุรกิจที่นำโดยผู้เป็นเจ้าของสามารถโอนการเป็นเจ้าของได้มั่นใจยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี Blockchain นั้นไม่ได้มีไว้ใช้สำหรับการเงินหรือ Fintech เท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อยกระดับชีวิตของเรารวมไปถึงการสร้างเมืองของเราให้มีความปลอดภัยและน่าอยู่มากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

แน่นอนว่าตอนนี้ในประเทศไทยของเราเองนั้นก็มีการนำ Blockchain มาใช้กับธุรกรรมทางการเงินกันอย่างเป็นที่แพร่หลายแล้ว เราก็หวังว่าซักวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้มีโอกาสนำ เทคโนโลยี Blockchain มาใช้กับชีวิตประจำวันของเราด้วยเช่นกัน

ขอขอบคุณรูปภาพจาก

ดูบทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่

Learn More



Top