Cloud กับกลยุทธ์การเปลี่ยนธุรกิจให้เข้ากับยุคดิจิทัล

Cloud กับกลยุทธ์การเปลี่ยนธุรกิจให้เข้ากับยุคดิจิทัล

เพราะโลกธุรกิจหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็วตามกระแสดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีผลักดันสินค้าหรือบริการสู่ตลาดจึงเป็นตัวช่วยให้การดำเนินงานสำเร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น เกิดเป็นยุคของ “Digital Transformation” ที่ผู้ประกอบการหลายรายมองหาโอกาสทางธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางด้านธุรกิจ และเข้าถึงลูกค้าได้ถึงมากยิ่งขึ้น จากการพัฒนาศักยภาพของสินค้าและบริการผ่านการเรียนรู้ผู้บริโภค (User Experience) และนำข้อมูลนั้นมาปรับปรุงธุรกิจของตนเอง

Cloud to Digital Transformation Strategies

Cloud ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังหมุนโลกธุรกิจและช่วยขับเคลื่อนการทำ Digital Transformation ให้กับธุรกิจอย่างรอบด้าน จึงตอบโจทย์การใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาธุรกิจ โดยการใช้งานระบบคลาวด์ (cloud) ทำให้องค์กรสามารถนำทรัพยากรที่มีทั้งหมดมาใช้อย่างเหมาะสม เป็นระบบ และรวดเร็ว

ธุรกิจสามารถกำหนดรูปแบบให้มีความยืดหยุ่นตามลักษณะการใช้งาน ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่าย มีให้เลือกทั้งการเช่าใช้ หรือการจ่ายตามการใช้งานจริง “Pay-As-You-Go โดยที่ไม่ต้องลงทุนเพื่อสร้างระบบก่อน ซึ่งแบ่งการบริการออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

Infrastructure as a Service (IaaS) คือ การให้บริการ เช่าเครื่อง ซึ่งผู้ใช้งานสามารถนำเครื่องไปทำการติดตั้ง software ต่างๆ เพื่อใช้งานได้เอง

Platform as a Service (PaaS) คือ การให้บริการ Platform เช่น Web Service, Database Service, IOT Service, Big Data Service เป็นต้น

ข้อดีคือเพิ่มความรวดเร็วในการขึ้นระบบมากกว่าใช้ IaaS เพราะไม่จำเป็นต้องมาทำการติดตั้ง Platform เอง โดยสามารถนำข้อมูลและแอปพลิเคชันมาใช้งานบนระบบนี้ได้ทันที

Software as a Service (SaaS) คือ การให้บริการระบบ Application พร้อมใช้งานทันที เช่น ผู้ใช้งานสามารถใช้ Microsoft Office 365 สำหรับระบบ email บน cloud ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องทำการติดตั้งระบบเอง

Cloud กับลักษณะและการใช้งานของธุรกิจ

ธุรกิจที่สนใจจะทำการประเมินลักษณะการใช้งานภายในองค์กรของตน และเลือกทำการติดตั้งอย่างเหมาะสม โดยการใช้งานสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

Private Cloud คือ ระบบ Cloud ที่อยู่ On-Premised Data Center ขององค์กรแต่ละองค์กร โดยองค์กรติดตั้ง Hardware และ Software ที่ใช้เป็นพื้นฐานในการทำ Cloud Data Center และบริหารจัดการด้วยตัวเอง

ซึ่งระบบ Private Cloud Data Center นั้นจากแตกต่างจาก Legacy Data Center ตรงที่ เมื่อมีผู้ใช้งานต้องการใช้งานทรัพยากร สามารถขอได้ด้วยตัวเองผ่านระบบ (Self-Service) และผ่านระบบอนุมัติจากหัวหน้างานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ระบบจะทำการสร้างทรัพยากรให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงคิดค่าใช้จ่ายทรัพยากรนั้นได้ ตามเวลาที่ใช้งานจริง

Public Cloud คือ ระบบ Cloud ที่ตั้งอยู่ที่ Service Provider ซึ่งมีทั้งที่ตั้ง Data Center อยู่ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดยองค์กรนั้นไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อและติดตั้ง Hardware และ Software เพื่อใช้เป็นทรัพยากรหลักและระบบ Cloud Data Center และไม่ต้องดูแลระบบเอง

โดยค่าใช้จ่ายจะถูกคำนวนจากการใช้งานตามจริง (CapEx to OpEx) ซึ่ง Public Cloud มีบริการให้ใช้งานทั้ง IaaS, PaaS, SaaS พร้อม Platform หลากหลายเพื่อความรวดเร็วของการดำเนินธุรกิจ เช่น Web Service, Big Data, IoT, Machine Learning, DevOps เป็นต้น

Hybrid Cloud คือ การประยุกต์ใช้งานร่วมกันของ Private Cloud และ Public Cloud เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้ Private Cloud รับ Workload ที่ใช้งานเป็นหลักประจำทุกวันในการสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจ และ Workload ในส่วนที่เหลือ เช่น Season Workload รวมถึง ระบบ Development ไปใช้งานบน Public Cloud แทน เพื่อความยืดหยุ่นและลดค่าใช้จ่ายของ Hardware ที่ต้องซื้อเตรียมไว้สำรองเป็นจำนวนมาก

ซึ่งในปัจจุบัน เริ่มมีการศึกษาและใช้งาน Hybrid Cloud กันมากขึ้น โดยนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจในลักษณะต่างๆ อาทิ

  • Distributing Computing Environment – การซื้อ Hardware มาเป็นทรัพยากรของ Private Cloud แค่ให้เพียงพอกับการใช้ปกติ และเช่าใช้ Public Cloud แค่ช่วงเวลาที่ต้องการใช้ทรัพยากรมากกว่าปกติ
  • Disaster Recovery Site on Cloud – ระบบงาน IT ไม่สามารถหยุดทำงานได้นั้น การทำ DR Site เป็นเรื่องที่สำคัญมาก Hybrid Cloud จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Data Center , Server รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ และยังสามารถทำ DR Site ได้เป็นบางระบบงานอีกด้วย
  • Data Analytic Platform on Hybrid Cloud – สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลจำนวนมากและนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้เทคโนโลยี Big Data และ Machine Learning นั้น สามารถใช้ Hybrid Cloud เพื่อลดต้นทุนด้าน Hardware โดยการเก็บข้อมูลหลักไว้ที่ Private Cloud และเมื่อต้องการประมวลผลวิเคราะห์ จึงนำข้อมูลขึ้นไปและใช้หน่วยประมวลผลบน Public Cloud ซึ่งมีระบบที่พร้อมใช้ และบริการเสริมต่าง ๆ มากมาย และเลิกใช้เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินงาน
  • DevOps Platform – ปัจจุบันหลายองค์กรพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อการใช้งาน ปัญหาหลักที่เกิดขึ้น คือ เมื่อต้องการระบบเพื่อทำการทดสอบแอพพลิเคชันที่เขียนขึ้นพร้อมกัน ทำให้ระบบที่มีอยู่ที่ไม่เพียงพอ และนักพัฒนาต้องเสียเวลารอระบบเพื่อทดสอบ แต่เมื่อใช้ Hybrid Cloud นักพัฒนาสามารถทดสอบผ่านระบบบน Public Cloud เพราะระบบ Hybrid Cloud ที่ดี ไม่ว่าจะพัฒนาและทดสอบแอพพลิเคชัน บน Private Cloud หรือ Public Cloud ต้องสามารถนำไปใช้งานจริงได้ทั้งสองที่ โดยไม่ต้องมาปรับเปลี่ยน Code ใหม่

การเลือกใช้เทคโนโลยี ของ Private Cloud และ Public Cloud เพื่อสนับสนุนการทำงานของ Hybrid Cloud ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยต้องมั่นใจว่า Private Cloud และ Public Cloud สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี และเทคโนโลยีที่นำมาทำ Hybrid Cloud สามารถดูแลบริหาร Private Cloud และ Public Cloud ได้จากหน้าจอเดียว อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานทรัพยากรต่าง ๆ ทั้ง IaaS, PaaS สลับไปมาระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud ได้ง่ายและรวดเร็ว โดยมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด เพื่อให้การใช้งาน Hybrid Cloud มีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุน และสนับสนุนการทำงานของธุรกิจได้ทุกรูปแบบอย่างแท้จริง

บทความโดย คุณปาจรีย์ แสงคำ ประธานบริหารกลุ่มงานโซลูชั่นทางธุรกิจและบริการ กลุ่มบริษัท จี-เอเบิล

นิตยสาร eLEADER ฉบับเดือน กรกฎาคม 2017



Top