ปรับโฉมธุรกิจ ติดปีกดาต้าเซ็นเตอร์ด้วย Technology All Flash Array

ปรับโฉมธุรกิจ ติดปีกดาต้าเซ็นเตอร์ด้วย Technology All Flash Array

การบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลเป็นเรื่องที่ท้าทาย ต้องพยายามตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่าง และหลากหลายจากแต่ละส่วนสายงานธุรกิจ

อีกทั้งยังต้องคำ นึงถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด ความปลอดภัย และความต้องการในส่วนของแผนกไอทีเองอีกด้วย ทั้งต้องทำ ให้ได้ตามนโยบายของ ผู้บริหารองค์กร ซึ่งบางคนเน้นเรื่องการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำ งาน ในขณะที่ ผู้บริหารอีกส่วนอาจต้องการเน้นเรื่องการรองรับการเติบโตของธุรกิจและการตอบสนองต่อความ ต้องการของตลาด

 

ทุกวันนี้ทีมงานดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่เน้นเพียงแค่ พยายามให้ระบบแอพพลิเคชันทำงานได้ตามที่กำหนด พยายามหาวิธีการจัดการกับระบบการทำงานที่ซับซ้อน ซึ่งก็คือการขยายเพิ่มอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานไปเรื่อยๆ ค่าบำรุงรักษาก็เพิ่มขึ้นตามด้วย ทั้งนี้เพียงเพื่อให้ได้ความเร็วกับ ระบบแอพพลิเคชันแต่ก็มักจะมีประเด็นต่างๆ ตามมาเช่น

• ต้องใช้พื้นที่สำหรับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 10 เท่า เพื่อสนับสนุนแอพพลิเคชันเพียงระบบเดียวที่ทำงานทั้ง Production และ Non-Production ตลอดอายุการใช้งาน

• ต้องใช้เวลานานนับชั่วโมงหรืออาจจะถึงหลายวันเพียงเพื่อให้ได้ผลวิเคราะห์สำหรับสิ่งที่คุณอยากรู้แบบทันทีหรือด่วน

• ต้องใช้เวลาในการพัฒนาและทดสอบที่ยาวนาน และทดสอบครั้งหนึ่งก็ทำได้กับข้อมูลเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ไม่สามารถทำกับข้อมูลทั้งหมดทุกส่วนได้

หากทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเรื่องที่คุณประสบอยู่นั่นคือระบบสตอเรจ กำลังเป็นปัญหาท้าทายสำหรับธุรกิจคุณ คุณอาจจะต้องมองหา เทคโนโลยีที่สามารถจัดการได้ด้วยโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับสตอเรจ

ดังนั้นเทคโนโลยีออลแฟลชอาเรย์ (Technology All Flash Array) จะช่วยให้คุณได้ดาต้าเซอร์วิสแพลตฟอร์มที่มีพลัง คล่องตัวและ ตอบสนองความต้องการได้รวดเร็วอย่างเหนือชั้น

สำหรับวงการไอทีแล้ว การออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ให้กับระบบ แอพพลิเคชันต่างๆ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ความเร็วเป็นสิ่งที่ ทุกองค์กรต้องการแทบทั้งสิ้นแต่เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะ เมื่อคุณกำลังริเริ่มโปรเจคใหม่ๆ อย่างเช่น Private/Hybrid Cloud, Database-as-a-Service, VDI, หรือการรวม Oracle SAP และ Microsoft แอพพลิเคชันเข้าด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งการจะได้ความ รวดเร็วในสภาพแวดล้อมไอทีที่ซับซ้อนนั้นสตอเรจของคุณควร จะเป็นออลแฟลชอาเรย์ ที่มีคุณสมบัติความสามารถที่ดีเพื่อการตอบโจทย์ธุรกิจได้แท้จริง

 

ทำไมต้อง All Flash Storage สำหรับระบบ Application

จากการที่แทบจะทุกดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการที่จะปรับปรุงและ พัฒนาเพื่อให้สอดคล้องและตอบโจทย์ให้กับธุรกิจ ดังนั้น จึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาฮาร์ดแวร์และ อุปกรณ์ต่างๆ ภายในดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้สามารถรองรับระบบ แอพพลิเคชันที่มีดาต้าเบสขนาดเป็นล้านเร็คคอร์ดและการดึง ข้อมูลเป็นล้านนี้ออกมาทำการวิเคราะห์หรือหากเราจะต้องมี ระบบ Virtualization หรือ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) เราจะต้องใช้เซิร์ฟเวอร์และสตอเรจอะไรที่จะสามารถรองรับระบบดังกล่าวได้

ทุกวันนี้ต้องบอกว่าเซิร์ฟเวอร์นั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง สิ่งที่พัฒนาคือ ซีพียู (CPU) และเม็มโมรี (Memory) แต่สำหรับ ดิสก์ (Disk) นั้นเรียกได้ว่าเกิดคอขวดมานานแล้วจึงเป็นที่มาของ เทคโนโลยีที่เรียกกันว่าแฟลชสตอเรจ (Flash Storage) ซึ่งคือ การเอาชิพเม็มโมรีมาทำเป็นสตอเรจ มีความเร็วมากกว่าแบบเก่าเป็นหลายสิบเท่า ถ้าเรียกให้เข้าใจง่ายๆ คือ โซลิดสเตจดิสก์ (Solid State Disk) นั่นเอง แต่คำว่าแฟลชสตอเรจไปไกลกว่านั้น คือการเอา SSD มาทำให้สตอเรจหรือระบบทำงานได้ไวขึ้น อันที่จริงแล้วมีหลายระดับที่จะทำได้เพื่อให้สตอเรจนั้นทำงาน ได้ไวขึ้นตั้งแต่

1. การเอา SSD มาทำเป็นแคช (Cache) เพื่อให้สามารถเข้าใช้งานดาต้าที่ใช้บ่อยๆ นั้นได้ไวขึ้น

2. การเอา SSD มาทำเป็นสตอเรจเลย หรือ ออลแฟลชสตอเรจ อาเรย์ (All Flash Storage Array) แบบนี้ก็ทำให้ระบบทำงานได้ไวขึ้นไปอีกด้วยเช่นกัน

การทำแผงแฟลชสตอเรจเพื่อทดแทนดิสก์แล้วมีซีพียูภายในตัว มาบริหารจัดการชิพของดิสก์เพื่อให้การเขียนผ่านมีประสิทธิภาพ มากขึ้น การลงทุนแบบนี้อาจจะต้องใช้งบประมาณสูงในการจัดเตรียมระบบ แต่ถ้าเทียบประสิทธิภาพระดับแสนถึงล้าน IOPs ขององค์กรมีการทำการวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้นแล้วมีผลทางธุรกิจ การลงทุนหลักล้านแล้วใช้ได้หลายปีนั้นก็ถือว่าไม่ได้แพงมาก เพราะผลทางธุรกิจที่ได้กลับมานั้นมากมายกว่าการลงทุน บางธุรกิจทำเงินกับการวิเคราะห์ข้อมูลได้ในระดับนาทีหนึ่ง หลายแสนบาทเลยทีเดียว

 

เหนือกว่าด้วย XtremIO จาก EMC XtremIO – Gen 4 Storage Array: Linear Scale-out Architecture ทางเลือกอันดับหนึ่งในปัจจุบันที่การ์ทเนอร์ยกให้ เป็นผู้นำใน Gartner’s Magic Quadrant

EMC XtremIO มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาเทคโนโลยี ออลแฟลชอาเรย์ (All Flash Array) และยังได้รับการจัดอันดับให้ เป็น Leader ใน Gartner’s Magic Quadrant สำหรับโซลิดสเตจ อาเรย์ (Solid State Arrays) 2014 อีกด้วย EMC XtremIO เป็น ออลแฟลชอาเรย์ที่ถูกออกแบบมาให้มีสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีที่ แตกต่างอย่างเหนือชั้นจากออลแฟลชอาเรย์ยี่ห้ออื่นๆ และถือเป็น สตอเรจอาเรย์ยุค 4 (Generation 4) ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดในตลาด ณ ปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแค่เร็วที่สุดแต่ยังมีความเชื่อถือที่สุด ในเรื่องประสิทธิภาพ และยังช่วยลดทั้ง OPEX และ CAPEX ได้สูงสุดถึง 50% และที่สำคัญคือมีสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีเฉพาะ ที่ถือเป็นการปฏิวัตินวัตกรรมของสตอเรจซึ่งไม่มีในออลสตอเรจ อาเรย์ยี่ห้ออื่น อันได้แก่

• XtremIO เป็นออลแฟลชอาเรย์รายเดียวที่เป็น Linear Scale-Out Architecture โดยสามารถ Scale Out ได้ หลายหน่วยควบคุมแบบ N-Way Active ควบคู่ไปกับการ เพิ่มขึ้นของ IOPs แบบเส้นตรง แบนด์วิดท์ (Bandwidth) และความจุของพื้นที่ใช้งานภายใต้ Latency ที่คงที่ระดับ Sub-Millisecond ด้วยเทคโนโลยี Intelligent Content Engine ที่ใช้กระบวนการลายพิมพ์ของข้อมูลอันช่วยให้อาเรย์ ทำงานอย่างสมดุลย์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ IOPs ได้มากถึง 50% และยังเพิ่มความจุได้อีก 50% ในขณะที่ยังคงรักษาระดับ การตอบสนองด้วยความรวดเร็วไม่ถึงมิลลิวินาที

XtremIO เป็นออลแฟลชอาเรย์รายเดียว ที่สามารถทำสำเนาข้อมูลในหน่วยความจำภายใน (Copy Data Services Fully Integrated at the Storage Layer) และผสานรวมการทำงานเป็นหนึ่งเดียวได้ทั้งหมดอย่างดีในระดับสตอเรจ ช่วยให้บริหารจัดการทั้งส่วน Production และ Non-Production ได้อย่างมีประสิทธิภาพบนอาเรย์เดียว ลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเหลือเชื่อ ช่วยให้ทั้งทีมแอพพลิเคชันและทีมอินฟราสตรัคเจอร์ ทำงานได้ง่ายขึ้น บริหารจัดการได้ดีขึ้น ใช้เวลาน้อยลง ทำให้มีเวลาไปสร้างสรรค์ผลงานหรือโปรเจคใหม่ๆ ได้อย่างไร้กังวล

• Inline, Always-on Data Services XtremIO ใช้หลักการ ของ In-Memory Computing ในระดับของอุปกรณ์จัดเก็บ ข้อมูล ดังนั้นการทำ Thin Provisioning, Deduplication, Compression, Data Protection, Encryption และ Copy Service จึงเกิดขึ้น ณ เวลาจริงในทุกๆ ขณะโดยที่ไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเหล่านี้มีเพียงเอกลักษณ์ ด้านสถาปัตยกรรมแบบ In-Memory Metadata เท่านั้นและ ด้วยเทคโนโลยีบีบอัดข้อมูลแบบ 100% อินไลน์ทั้งหมด ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมหาศาล และรองรับแอพพลิเคชัน ดาต้าได้หลายเพตะไบต์อีกด้วย

คุณสมบัติทั้ง 5 ประการของ All Flash Array ที่ต้องพิจารณาก่อนนำไปใช้งานในระดับองค์กร เทคโนโลยี All Flash Array หรือ SAN สตอเรจที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการใช้งาน SSD ล้วนๆ ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรในทุกวันนี้ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วจนสตอเรจไม่กลายเป็นคอขวดของระบบงานขนาดใหญ่ อีกต่อไป และรองรับการนำไปใช้งานที่หลากหลาย ดังนั้นถ้าหากองค์กรใดต้องการเลือกซื้อ All Flash Array การพิจารณาประเด็น ต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญ

  1. All Flash Array ควรมีระบบ Data Protection ที่ออกแบบมาสำหรับ SSD โดยเฉพาะ เนื่องจาก SSD เป็นเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานต่างจาก HDD โดยสิ้นเชิง ดังนั้น วิธีการรักษาข้อมูลให้มีความทนทานด้วยเทคโนโลยี RAID ที่สามารถใช้งานกับ HDD ได้ดี จึงไม่สามารถนำมาใช้กับ SSD ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง All Flash Array ที่ดีมักจะมีวิธีการในการ รักษาข้อมูลให้มีความทนทานด้วยการใช้ SSD หลายๆลูกโดยมีการคำนึงถึงอายุการใช้งานของ SSD ไปพร้อมๆ กัน ไม่เช่นนั้น การใช้งาน SSD + RAID ก็อาจทำให้ RAID Volume พังเพราะ SSD หมดอายุการใช้งานพร้อมๆ กันทีละหลายๆ ลูกก็เป็นได้
  2. All Flash Array จะต้องมีวิธีการในการใช้งาน ข้อมูลต่างๆ ที่จัดเก็บอยู่บน SSD อย่างคุ้มค่า โดยทั่วไปในราคาที่เท่ากัน ถึงแม้ SSD จะมีความเร็วสูงกว่า HDD หลายเท่าแต่ความจุของ SSD ก็น้อยกว่า HDD หลายเท่าตัวเช่นกัน อีกทั้งอายุการใช้งานของ SSD ยังมีจำกัดจำนวนครั้ง ในการเขียนอีกด้วย ดังนั้น All Flash Array ที่ดีจึงควรจะต้องมีความสามารถที่ช่วยทั้งยืดอายุการใช้งานของ SSD ไปพร้อมๆ กับการลดพื้นที่การใช้งานบน SSD ไปด้วยในตัว ไม่ว่าจะเป็นการDeduplication หรือ Compression แบบอินไลน์ก่อนมีการเขียนข้อมูลลง SSD ก็ตาม
  3. ตรวจสอบผลการทดสอบทางด้านประสิทธิภาพของ All Flash Array ที่เปิดใช้งาน Feature ทั้งหมด เพราะ SSD มีอายุการใช้งานที่จำกัด ดังนั้น All Flash Array จึงมักจะมาพร้อมกับความสามารถในการยืดอายุการใช้งานให้ SSD เช่น การทำ Deduplication หรือการทำ Compression รวมถึงการตั้งค่า Block Size ขนาดต่างๆ แต่ผลการรายงาน ทางด้านประสิทธิภาพของ All Flash Array มักจะไม่ได้เปิดใช้ งาน Feature ต่างๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่ ทำให้เรามักจะได้เห็น All Flash Array ที่มีค่า IOPs หลายแสนหรือหลายล้าน IOPs ต่อ วินาทีแต่เมื่อใช้งานจริงแล้วประสิทธิภาพก็ไม่ถึงตามที่ต้องการ หรืออาจมี Performance Spike เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ระหว่างการ ใช้งานจริงได้เช่นกัน
  4. All Flash Array จะต้องสามารถใช้งานได้กับ แอพพลิเคชันและอินฟราสตรัคเจอร์ที่หลากหลาย เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ระบบ All Flash Array ที่มีราคาสูงให้คุ้มค่าสูงสุด All Flash Array ควรจะต้องสามารถทำงานร่วมกับ แอพพลิเคชันและอินฟราสตรัคเจอร์ที่หลากหลายภายในองค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับ Hypervisor ได้หลายยี่ห้อ การทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการได้หลายยี่ห้อ การจัดเก็บข้อมูลของดาต้าเบสได้หลายยี่ห้อ โดยรองรับการทำ Backup และ Recovery ได้ถึงระดับแอพพลิเคชัน และสามารถรองรับ Workload ของ Application ทุกประเภทพร้อมๆ กันได้โดยไม่ ต้องทำการปรับแต่งค่าการใช้งานของ All Flash Array ให้ซับซ้อน
  5. All Flash Array ไม่ใช่ SAN สตอเรจทั่วๆ ไป ที่ใส่ SSD แทน HDD หลายๆผู้ผลิตพยายามเข้ามายังตลาดของ All Flash Array โดย ใช้ SAN สตอเรจและเทคโนโลยีแบบเดิมๆ ที่ติดตั้ง SSD แทน HDD ทั้งหมดทำให้ผลการทดสอบทางด้านประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่การใช้งานจริงจะมีปัญหาต่างๆ เช่น SSD หมดอายุการใช้งานเร็ว มีความเสี่ยงที่ SSD RAID Group จะพังพร้อมๆกัน พื้นที่การใช้งานมีน้อย การปรับแต่งประสิทธิภาพให้เข้ากับแต่ละ แอพพลิเคชันทำได้ยาก เกิดปัญหาทางด้าน Performance กับ แอพพลิเคชันบางประเภท และอื่นๆ อีกมากมายที่ผู้ดูแลระบบคาดไม่ถึงเพราะ All Flash Array และ SSD เป็นเทคโนโลยี ที่ค่อนข้างใหม่ ดังนั้นการตรวจสอบย้อนหลังเพื่อดูว่า All Flash Array ที่ผู้ขายพยายามนำเสนอ เป็น All Flash Array จริงๆ หรือเป็น SAN สตอเรจแบบเดิมๆ ที่ใส่ SSD เพื่อทำงานแบบ Hybrid Array ได้ก็ถือเป็นประเด็นที่ค่อนข้างสำคัญเช่นกัน

 



Top