Cloud Computing คืออะไร? องค์กรแบบไหนควรนำไปใช้

Cloud operation

Cloud Computing คืออะไร? องค์กรแบบไหนควรนำไปใช้

รู้ตัวอีกทีพวกเราก็ใช้ชีวิตผูกติดกับ Cloud Computing ไปเสียแล้ว ระบบประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ หรือ Cloud Computing คืออีกหนึ่งชื่อเทคโนโลยีที่เราได้ยินกันไม่เว้นแต่ละวันในยุคแห่งดิจิทัลนี้ หลายๆ คนอาจจะยังไม่แน่ใจว่า Cloud คืออะไร แต่รู้หรือไม่ว่า คุณเองก็กำลังใช้สิ่งนี้อยู่แล้วเป็นประจำทุกวัน

  • ช่วงเช้าเช็ก Email ผ่าน Gmail และ Video Call Conference ผ่าน Google Meet
  • ช่วงสายเข้าไปทำงานผ่าน Microsoft Teams
  • ช่วงเที่ยงใช้ Internet Banking จ่ายค่าอาหาร จากนั้นลงทะเบียน ​​TCAS ให้น้องสาว
  • ช่วงเย็นถ่ายรูปและ Upload เข้าไปเก็บไว้ใน iCloud แล้วซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Amazon

ทั้งหมดนี้คือการใช้งานผ่านระบบ Cloud จึงกล่าวได้ว่า เทคโนโลยี Cloud เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกอย่างยิ่งให้กับภาคธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของเราอีกด้วย ในบทความนี้ เราจะแนะนำให้คุณรู้จักเกี่ยวกับ Cloud Computing มากยิ่งขึ้น

Cloud Computing คืออะไร?

Cloud Computing คือ ระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าถึง IT Resource ทุกประเภทได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอินเทอร์เน็ต จึงมีคนเปรียบเทียบระบบ Cloud Computing นี้คล้ายกับการเก็บข้อมูลไว้บนกลุ่มเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้าซึ่งเราสามารถมองเห็นได้จากทุกที่นั่นเอง

เรายังอธิบายความหมายสั้นๆ ได้ว่า Cloud Computing หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

ทำไมต้องมี Cloud Computing ขึ้นมา?

Cloud Computing คือ เทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรไอทีที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคลหรือองค์กร เนื่องจาก ในปัจจุบันเป็นยุคของ Big Data มีข้อมูลปริมาณมหาศาลเกิดขึ้นทุกวัน ส่งผลให้ต้องใช้พื้นที่สำหรับจัดเก็บมากขึ้น นอกจากนี้ ความจำเป็นในการใช้ระบบสำหรับประมวลผล ทำให้เซิร์ฟเวอร์ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ก็ต้องมีสเปกที่สูงขึ้นตามไปด้วย

แน่นอนว่า เมื่อองค์กรต้องการพื้นที่จัดเก็บที่มากขึ้น ระบบประมวลผลที่ดีขึ้น และฮาร์ดแวร์ที่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับข้อมูลและเทคโนโลยีที่เติบโตขึ้น ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าฮาร์ดแวร์ ค่าเซิร์ฟเวอร์ ค่าบุคลากรฝ่ายไอที และค่าบำรุงรักษา ซึ่งระบบ Cloud Computing สามารถเข้ามาแทนที่สิ่งเหล่านี้ได้ ทำให้คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

คลิปวิดีโอนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ Cloud Computing มากยิ่งขึ้น

Cloud Computing ทำอะไรได้บ้าง?

การใช้งานระบบ Cloud Computing เปรียบเสมือนการใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง โดยที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูล ปรับความสามารถและขีดจำกัดในการทำงานของคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ได้ ทำให้มีความสะดวกรวดเร็วและค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า Cloud Computing จึงมีความสามารถที่หลากหลายในการให้บริการด้านต่างๆ ได้แก่

  • Servers: เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถให้บริการกับผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลได้
  • Data Center: พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับจัดเก็บ Server
  • Storage: พื้นที่เก็บข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่าง OneDrive, iCloud, Dropbox และ Google Drive
  • Networking: ระบบเครือข่ายที่สามารถติดต่อสื่อสาร ส่งข้อมูล และพูดคุยกันได้
  • Virtualization: เทคโนโลยีจำลองอุปกรณ์และความสามารถของคอมพิวเตอร์เสมือนการมีคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง
  • Operating System: โปรแกรมระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์
  • Middleware: ซอฟต์แวร์ตัวกลางที่เชื่อมต่อผู้ใช้งานเข้ากับ Server
  • Runtime: ระยะเวลาที่โปรแกรมประมวลผลในการทำงาน
  • Software: โปรแกรมหรือแอปพลิเคชันที่ใช้ในการทำงาน
  • Database: ฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างเสถียร

What is Cloud Computing

Cloud Computing มีกี่ประเภท?

เราสามารถแบ่งประเภทการใช้งาน Cloud Computing ด้วยลักษณะการให้บริการและรูปแบบการใช้งาน

Cloud Service รูปแบบการให้บริการของระบบคลาวด์

Cloud Computing and Cloud Service

บริการของระบบ Cloud แต่ละ Service

1. IaaS (Infrastructure as a Service)

รูปแบบการใช้งานที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานของ IT Infrastructure ในรูปแบบระบบเสมือน สามารถเช่า Cloud สำหรับเก็บข้อมูล, พื้นที่ประมวลผล, เซิร์ฟเวอร์เสมือน และเครือข่าย เพื่อให้รองรับการใช้งาน Software และ Application ได้

ข้อดีของรูปแบบ Infrastructure as a Service คือ มีความยืดหยุ่นสูง องค์กรสามารถปรับสเปกของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ ยังสามารถขยายและปรับลดได้ตามการเติบโตขององค์กร ไม่ต้องลงทุนจำนวนมาก มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบไอทีจึงช่วยลดความยุ่งยากในการดูแลและจัดการ เพราะหน้าที่เหล่านั้นขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแทน

2. PaaS (Platform as a Service)

รูปแบบการใช้งานที่ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน IT ร่วมกับ Platform แก่ผู้ใช้งาน โดยผู้ให้บริการได้จัดเตรียมสิ่งเหล่านี้เอาไว้แล้ว เพื่อให้เรานำมาใช้งานต่อยอดได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับองค์กรประเภท Developer ที่ทำงานเกี่ยวกับ Software และ Application

ข้อดีของ Platform as a Service คือ ช่วยลดต้นทุนด้านเวลาที่ใช้ในการพัฒนา Software ไม่ต้องเสียเวลาวางระบบ จัดสภาพแวดล้อม ติดตั้งซอฟต์แวร์ ปรับสเปกฮาร์ดแวร์ หรือเขียนโค้ดใหม่ตั้งแต่ต้น เช่น Microsoft Azure และ Google App Engine คือ PaaS ที่ช่วยให้องค์กรสร้างแอปพลิเคชันได้ง่ายโดยใช้ทีมงานเพียงไม่กี่คนก็ได้ อย่างแอปฯ SnapChat เป็นต้น

3. SaaS (Software as a Service)

รูปแบบการใช้งานที่ให้บริการทุกประเภทผ่านซอฟต์แวร์ โปรแกรม แอปพลิเคชันออนไลน์ โดยใช้การประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบแม้แต่น้อย และยังสามารถเรียกใช้งานทั้งระบบผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทันทีอีกด้วย ตัวอย่างบริการ SaaS ที่ใกล้ตัวเรานั้น ได้แก่ Gmail, Office 365 และ Google Application นั่นเอง

Cloud Model รูปแบบการใช้งานของระบบคลาวด์

Cloud Computing and Cloud Cloud Model

  • Public Cloud

Public Cloud คือ รูปแบบ Cloud Computing ที่ผู้ให้บริการ (Third-Party) จัดตั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้ใช้เก็บข้อมูลจำนวนมากแก่ผู้ใช้งานผ่าน Web Application หรือ Website Service โดยคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง Pay-as-you-go สามารถเลือกจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือนหรือรายปีก็ได้

ผู้ใช้งานทุกคนสามารถใช้งานร่วมกันได้ โดยไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรไอทีของผู้อื่นหากไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากมี Cloud Firewall เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา

  • Private Cloud

Private Cloud คือ รูปแบบ Cloud Computing ส่วนตัวที่องค์กรต้องลงทุนด้านทรัพยากรไอทีสูงขึ้น เนื่องจาก มีการสร้างเครือข่ายสำหรับองค์กรไว้ให้ใช้งานโดยเฉพาะ โดยมีผู้ให้บริการดำเนินการดูแลระบบส่วนต่างๆ ให้ทั้งหมดในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การติดตั้ง การดูแลรักษาความปลอดภัย และการวางโซลูชันในการทำงาน Private Cloud มีข้อดี คือ ความมั่นคงและปลอดภัยในการใช้งานที่มากกว่า

  • Hybrid Cloud

Hybrid Cloud คือ รูปแบบ Cloud Computing ที่ผสมผสานข้อดีของ Private Cloud และ Public Cloud มาใช้ร่วมกัน โดยนำการทำงานของทั้งสองระบบมาใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด

ข้อดีของ Cloud Computing

หลายๆ คนอาจเกิดข้อสงสัยว่า การใช้ Cloud Computing ที่ใช้ Infrastructure ทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์กว่าระบบ On–Premise ที่ใช้ Infrastructure ที่ตั้งอยู่บนไซต์ของคุณเองอย่างไร?

ข้อดีของการใช้ Cloud Computing คือ เราสามารถจัดสรรทรัพยากรไอทีบน Cloud ได้เบ็ดเสร็จ สามารถปรับแต่งรวมถึงเพิ่มลดสเปกของการใช้งานได้ตลอดเวลาตามความต้องการ ซึ่งคุณสมบัตินี้ตอบโจทย์สำหรับทุกองค์กรที่มีความต้องการบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพทั้งในด้านการใช้งานและค่าใช้จ่าย

1. ความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึง (Speed & Agility)

ทุกวันนี้ธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน หากธุรกิจไหนที่สามารถบริการลูกค้าได้ตลอดเวลาและรวดเร็ว ย่อมได้เปรียบกว่าเสมอ ซึ่ง Cloud ช่วยตอบโจทย์ธุรกิจในการให้บริการลูกค้าผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลาแบบไม่มีสะดุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การที่เราใช้บริการ Internet Banking ในการทำธุรกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานระบบคลาวด์ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา

2. ปรับสเกลได้ตามต้องการ (Scalability)

Cloud มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนสเปกให้เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจ โดยองค์กรสามารถเพิ่มลดขนาดพื้นที่ใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ต้องซื้อฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์เพิ่มอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ลงทะเบียนสอบระดับประเทศซึ่งจะมีผู้ใช้งานสูงเฉพาะวันที่มีกำหนดการสำคัญเท่านั้น การใช้ Cloud จึงตอบโจทย์กว่าการใช้งานแบบ On–Premise เพราะสามารถเพิ่มโหลดการทำงานเฉพาะช่วงที่มีการใช้งานสูงขึ้น และลดโหลดการทำงานเมื่อมีการใช้งานน้อยลงได้ทันที ซึ่งจะช่วยธุรกิจประหยัดงบประมาณได้มากเลยทีเดียว

3. ความปลอดภัย (Security)

การใช้งาน On–Premise มีความเสี่ยงสูงที่จะพบกับ Cyber Attack, Ransomware, เซิร์ฟเวอร์เสียหาย และระบบล่ม ในขณะที่การใช้งานผ่านระบบ Cloud Computing มีข้อดี คือ ระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา เนื่องจากผู้ให้บริการจะเป็นผู้ช่วยดูแลให้ จึงไม่ต้องกังวลกับปัญหาระบบล่มและแฮ็กเกอร์อีกต่อไป นอกจากนี้ Cloud ยังมีระบบป้องกัน Firewall, BackUp และ Cloud Security โดยสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงหรือแก้ไขได้อีกด้วย

4. ลดต้นทุน IT ที่ไม่จำเป็น (Lower Cost)

ต้นทุนด้าน IT ขององค์กรมักเป็นหนึ่งในรายการที่มีมูลค่าสูงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้านอุปกรณ์ การซ่อมบำรุง ระบบโปรแกรม หรือตัวบุคลากร ซึ่งการใช้ Cloud Computing จะช่วยลดต้นทุนด้าน IT ให้องค์กรโดยไม่ต้องลงทุนจำนวนมากและจ่ายค่าบริการตามที่ใช้งานจริง จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการซื้อหรือเช่าเซิร์ฟเวอร์เอง

5. จบปัญหาด้าน IT

ปัญหาด้าน IT จะหมดไป ไม่ต้องซ่อมบำรุงเซิร์ฟเวอร์ แก้ไข Web Bug อัปเดตโปรแกรม และไม่ต้องมีทีมดูแลรักษาด้าน IT เพียงแค่หาผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการด้านระบบ Cloud ช่วยดูแลให้

Cloud Computing it Town

องค์กรแบบไหนที่เหมาะกับการใช้ Cloud Computing

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราทุกคนนั้นใช้ Cloud ในชีวิตประจำวันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในยุคแห่งเทคโนโลยีนี้เรียกได้ว่า แทบจะไม่มีองค์กรไหนหรือใครที่ไม่ได้ใช้ Cloud เพราะ Cloud Computing เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การทำงานทางไกล การจัดเก็บข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล Web Application ไปจนถึงการใช้เซิร์ฟเวอร์นั่นเอง

หากพูดถึงองค์กรที่ควรลงทุนใน Cloud Computing นั้นสามารถแบ่งตามความต้องการและรูปแบบการให้บริการของธุรกิจได้ ดังนี้

1. องค์กรที่ต้องให้บริการและรองรับผู้ใช้งานจากทั่วทุกมุมโลก

สำหรับองค์กรที่มีการให้บริการแก่ User จำนวนมากจากหลากหลายมุมโลก การใช้ Cloud จะช่วยตอบโจทย์ด้านความรวดเร็วในการเข้าถึง ยกตัวอย่างเช่น Online Games, Virtual Exhibition, เว็บไซต์ลงทะเบียนหรือสมัครสมาชิก, เว็บไซต์ E-commerce ในช่วงเวลาที่มีโปรโมชัน เป็นต้น การมี Cloud Hosting ที่มีพื้นที่ปริมาณมากและประจำอยู่หลายจุดทั่วโลกจะช่วยลดปัญหาโหลดหน้าเว็บช้าหรือปัญหายอด Transition ปริมาณมาก

2️. องค์กรที่ต้องการระบบสำรองกรณีเกิดภัยพิบัติ (Disaster Recovery)

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างภัยพิบัติหรืออุบัติเหตุ อาจทำให้องค์กรรูปแบบ On–Premise ต้องประสบปัญหาการทำงานที่หยุดชะงักหรือเกิดการสูญหายของข้อมูล เนื่องจากไม่สามารถสำรองข้อมูลได้ทัน ดังนั้น ระบบสำรองข้อมูลฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่าง Cloud จึงเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรรูปแบบนี้ได้เป็นอย่างดี

3️. องค์กรที่มีปริมาณงานไม่แน่นอนหรือไม่สามารถคาดเดาได้ (Unpredictable Workloads)

ธุรกิจส่วนมากอาจมี User เข้ามาใช้บริการในช่วงเวลาที่แตกต่างกันทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ อย่าง Online Games, E-Commerce และ Cryptocurrency เป็นต้น ทำให้อาจเกิดปัญหาเมื่อมีการโหลดและการเข้าถึงพร้อมกันจาก User จำนวนมาก ซึ่งการใช้ Cloud Computing ที่ยืดหยุ่นได้มาสำรองไว้จะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้

4️. องค์กรที่ต้องการเซิร์ฟเวอร์ที่มีความสามารถในการขยายเพื่อรองรับผู้ใช้จำนวนมาก (Scalability)

องค์กรที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของข้อมูลจำนวนมหาศาลจาก User อยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องขยายฐานข้อมูลเพิ่มขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง หากใช้ทรัพยากรไอทีแบบ On-Premise หรือ Server รูปแบบเดิมจะก่อให้เกิดต้นทุนที่สูง เมื่อเทียบกับ Cloud ที่มีความสามารถเท่ากันแต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

5️. องค์กรที่ต้องการ Storage ขนาดใหญ่

บางองค์กรนั้นจำเป็นต้องมีพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ เนื่องจากการเติบโตที่รวดเร็ว การใช้ Cloud Storage จะช่วยตอบโจทย์ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและการนำ Big Data, Machine Learning และ Artificial Intelligence ไปวิเคราะห์ต่อยอดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Summary

Cloud Computing เป็นระบบเทคโนโลยีที่ออกแบบมาให้มี Service มากมายเพื่อรองรับทุกความต้องการของผู้ใช้งาน มีความยืดหยุ่นสูง คิดค่าใช้จ่ายตามจริง เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังเป็นบริการที่ตอบโจทย์และสามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรและธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ได้

“สำหรับองค์กรที่คิดจะลงทุนด้าน Cloud Computing การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

หากต้องการวางแผนการใช้บริการ Cloud ให้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรและเกิดประโยชน์สูงสุด ลองมองหา “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่จะช่วยออกแบบ จัดการ คัดเลือกสิ่งที่เหมาะสำหรับธุรกิจคุณที่สุด G-Able เรามีบริการด้าน G-Cloud และผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำในการใช้บริการ Cloud Computing สำหรับองค์กร

Cloud operation



Top