10 Metric ที่ควรรู้เพื่อการวัดผลในการทำ Digital Marketing

10 Metric ที่ควรรู้เพื่อการวัดผลในการทำ Digital Marketing

ตอนนี้เราอาจจะสามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า คงไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า Digital Marketing ด้วยทั้งเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามา Disrupt รูปแบบการทำงานขององค์กร จนถึงวิถีชีวิตประจำวันของเรา ทำให้ Digital Marketing เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ โดยในบทความนี้ เราจะนำเสนอ 10 Metric เด่น ๆ ที่น่าสนใจให้ผู้อ่านได้อ่านกัน

1. Click Through Rate

Click Through Rate (CTR) เป็นมาตรวัดผลของโฆษณาที่ปล่อยออกไป ว่ามีคนสนใจคลิก หรือเข้าชมมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฏ CTR สามารถบอกเราได้ว่า เนื้อหาและโฆษณานั้น มีความน่าสนใจและตรงกับความต้องการของลูกค้าแค่ไหน เพื่อนำผลที่ได้มาปรับปรุง พัฒนา และวางแผนในการทำการตลาดครั้งต่อไปให้มีความน่าสนใจ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้ดียิ่งขึ้น

2. Conversion

อีกหนึ่ง Metric ที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในการวัดผลของการทำโฆษณาทางออนไลน์ ก็คือ Conversion ซึ่งหมายถึง การกระทำบางอย่างที่เราต้องการจากผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ของเรา เช่น การสั่งซื้อของออนไลน์ การลงทะเบียนเพื่อรับบริการและข่าวสารต่าง ๆ หรือการสมัครสมาชิก

3. Conversion Rate

Conversion Rate (CR) คำนวณได้จากสูตร Conversion/Click ซึ่งหมายถึง สัดส่วนของจำนวนคนที่กระทำบางอย่างที่เราต้องการกับจำนวนผู้คนทั้งหมดที่เข้าชมเว็บไซต์ของเรา เช่น เราอาจตั้งเป้าหมายว่า Conversion คือ จำนวนของคนที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ถ้ามีคนสั่งซื้อสินค้า 10 ชิ้น จากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 100 คน Conversion rate จะเท่ากับ (10/100*100) = 10% ยิ่งค่านี้มีจำนวนมากเท่าไหร่ ยิ่งแปลว่าการโฆษณาทางออนไลน์ของเราประสบความสำเร็จมากเท่านั้น

4. Cost per Lead

ในการวัดความสำเร็จของ Digital Marketing นั้นนอกจากจะต้องวัด Conversion และ Conversion Rate แล้วยังต้องดู Metric ที่สำคัญอีกหนึ่งตัวก็คือ Cost per Lead (CPL) ว่าค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายไปเพื่อให้ได้ Lead มานั้นคุ้มค่าหรือไม่ หาก CPL สูงเกินไปอาจจะส่งผลเสียต่อธุรกิจเนื่องจากจะทำให้บริษัทมีต้นทุนมากขึ้นและได้กำไรน้อยลงนั่นเอง

5. Bounce Rate

การที่มีคนเข้าชมโฆษณาทางออนไลน์หรือเว็บไซต์ของเราแล้วกดออกจากหน้านั้นทันที เราเรียกว่า Bounce Rate ค่านี้ยิ่งมากยิ่งหมายถึงเว็บไซต์ของเราอาจกำลังเกิดปัญหาบางอย่าง เช่น เนื้อหาข้างในเว็บไซต์อาจไม่ตรงตามความต้องการของผู้ค้นหา หรือ เว็บไซต์อาจใช้เวลาในการโหลดนานเกินไปจึงทำให้คนกดออกทันที ซึ่งการวัดในจุดนี้จะทำให้เราสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ของเราได้

6. Returning visitor Rate

การวัดผลจากการทำ Digital Marketing โดยวัดจากจำนวนของผู้ที่กลับเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์อีกครั้งก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้เข้าชมคนนั้นอาจกำลังสนใจในสินค้าหรือบริการของเรา และมีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้าในอนาคตได้ ค่านี้ยิ่งได้มากยิ่งดี แต่ค่าขั้นต่ำของ Returning Visitor Rate นั้นแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ

7. Page view per visit

การวัดจำนวนการเข้าชมหน้าต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของคนที่เข้ามาในแต่ละครั้งก็เป็นอีกหนึ่งมาตรวัดที่น่าสนใจ เพราะยิ่งผู้เข้าชมเว็บไซต์เปิดเข้าไปดูหน้าต่างๆ มากเท่าไหร่ นั่นอาจหมายความว่า เขากำลังสนใจและกำลังทำการค้นคว้าข้อมูลบนเว็บไซต์ของเรา

8. Cost per view

Metric นี้ส่วนใหญ่จะนำมาใช้ในการวัดค่าใช้จ่ายในการทำ Content ประเภทวิดีโอตามช่องทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Youtube หรือ Facebook Video ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้จะคิดตามการเข้าชมวิดีโอ Cost per view (CPV) ยิ่งถูกนั้นยิ่งดี แต่ต้องอย่าพยายามลด CPV bidding เพียงอย่างเดียว เพราะในการทำโฆษณาบางครั้งอาจจะต้องจ่าย CPV ที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับจำนวน Impression ที่มากขึ้น

9. Session

เราสามารถวัดว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นมีความสนใจในเนื้อหาของเว็บไซต์ของเราไหมจากการดู Session ซึ่งหมายถึง ช่วงเวลาช่วงหนึ่งที่ผู้ใช้ 1 คน เข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆ บนเว็บไซต์ โดยที่ Session แต่ละ Session ไม่จำเป็นต้องมีเวลาเท่ากัน ค่าปกติ คือ หาก User ไม่มี Action ใด ๆ บนหน้าเว็บไซต์เกิน 30 นาที Session นั้นจะหมดอายุลง และจะเริ่มนับเป็นอีกหนึ่ง Session ใหม่ทันที เช่น การเข้ามาดูหน้าต่างในเว็บไซต์ซึ่งจะทำให้เกิด Pageviews ขึ้น แต่ทิ้งไว้นานจนหมดเวลา (Session time out) แล้วกลับเข้ามาใหม่ ก็จะถูกนับเพิ่มเป็นอีก 1 Session

10. Return on investment

Metric สุดท้ายนี้ เป็นเรื่องของธุรกิจ แน่นอนว่าอัตราการตอบแทนของการลงทุน หรือ Return on investment (ROI) นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน ลงแรงทำอะไรก็ตาม ซึ่งการทำ Digital Marketing ก็ต้องใช้การวัดผล ROI นี้ในการดูว่าเราได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่จากการทำโฆษณาทางออนไลน์

Metric ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในการวัดผลของการทำ Digital Marketing เท่านั้น ซึ่ง G-Able เองนั้นก็มีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมจะให้คำปรึกษาในด้าน Digital Marketing สำหรับทุกกลุ่มธุรกิจที่สนใจ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Contact G-Able

02-685-9333 หรือ

contactcenter@g-able.com



Top