ความปลอดภัยที่หายไปหรือไม่เคยมีอยู่จริง ของ Facebook

ความปลอดภัยที่หายไปหรือไม่เคยมีอยู่จริง ของ Facebook


Designed by natanaelginting / Freepik

ข่าวใหญ่ประเด็นร้อนของโลก เมื่อมีการออกมาแฉกันเรื่องข้อมูลที่รั่วไหล จาก Facebook สามารถเปลี่ยนได้แม้กระทั่ง ประธานาธิปบดีสหรัฐหรือการโหวตให้อังกฤษออกจาก EU (วิกฤตการณ์ Brexit) ที่เกิดจากการแทรกแซงของ บริษัท Cambridge Analytica ที่นำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้กว่า 50,000,000 บัญชี มาวิเคราะห์และเจาะกลุ่มสร้างข่าวปลอมบ้าง สร้างแคมเปญต่างๆทางการเมืองให้ถูกใจกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลมา ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลส่วนตัว ความชอบ การกดไลค์สิ่งต่างๆ ทัศนคติ ศาสนา ความเปิดกว้างทางการเมือง หรือแม้แต่ที่อยู่ ทางบริษัทก็จะเสนอสิ่งที่ตรงใจกับผู้ใช้มาดึงดูดทำให้เชื่อและเปลี่ยนการตัดสินใจของคนได้เพราะรู้ถึงจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละคน เหมือนนิยามของการตลาด ที่จะต้องเข้าใจลูกค้า ดึงสิ่งที่เขาสนใจออกมา แล้วสร้างคุณค่าจากสิ่งนั้นทำให้เกิดการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ดังนั้นข้อมูลที่บริษัท Cambridge Analytica ได้ไปจึงมีมูลค่ามหาศาลและไม่ควรจะอยู่ในมือของบริษัทได้

 

บริษัท Cambridge Analytica ได้รับข้อมูลนี้มากจาก นาย Alekdandr Kogan ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของ University of Cambridge ซึ่งนาย Kogan ได้เก็บรวบรวมและเข้าถึงข้อมูลนี้ตั้งแต่ปี 2014 ผ่าน แอป “thisisyourdigitalife” ซึ่งการเข้าใช้แอปนี้ได้ จะต้องกดยินยอมเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ใน Facebook นอกจากนี้ยังสามารถดึงข้อมูลจากเพื่อนของผู้ใช้ได้ด้วย และมีคนเข้าใช้งานงานแอปนี้ประมาณ 270,000 ราย แต่สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 50,000,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนข้อมูลที่มหาศาล และเจ้าของบัญชีไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ข้อมูลได้ถูกรวบรวมไปแล้วมีใครนำไปใช้อะไร โดยนาย Kagan ได้บอกไว้ว่าข้อมูลเหล่านี้ใช้เพื่องานวิจัย ไม่มีการระบุตัวตน และปลอดภัย

 

ภายหลังในปี 2015 Facebook ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายให้ไม่สามารถแชร์ข้อมูลลักษณ์ดังกล่าวได้  แต่มาพบว่า ข้อมูลเหล่านั้นได้ถูกส่งให้บริษัท Strategic Communication Laboratories ที่เป็นบริษัทแม่ของ Cambridge Analytica และ รวมถึงมีผู้ชายอีกคนคือ Christopher Wylie จากบริษัทข้อมูล Eunoia Technologies ที่ทำงานให้ Cambridge Analytica ด้วย การส่งต่อข้อมูลนี้ถือว่าละเมิดกฎของแพลตฟอร์ม ทาง Facebook จึงได้ทำข้อตกลงกับทั้งสามเพื่อให้ทำลายข้อมูลนั้นทิ้งไปซึ่งทั้งสามก็ยินยอม

และในตอนนี้ก็มีการพบว่า Cambridge Analytica ไม่ได้ลบข้อมูลดังกล่าวนั้น และนำมาใช้ประโยชน์ตามที่มีข่าวออกมาช่วงนี้ มันจึงเป็นประเด็นที่ว่า ระบบความปลอดภัยของ Facebook นั้น ปลอดภัยจริงหรือทำไมถึงไม่มีการป้องกันข้อมูลที่อาจรั่วไหลออกไปให้แน่นหนา และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำไมถึงไม่มีมาตารการแก้ไข จนทำให้เกิดกระแสสังคมในทวิตเตอร์  #deletefacebook

กระแสต่อต้านที่รุนแรงและผลกระทบด้านอื่นๆ

หลังจากชาวทวิตเตอร์จำนวนมากร่วมใจกันติดแฮชแท็ก #deletefacebook เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจจากกรณีทีเกิดขึ้นและมีผู้ใช้ Facebook ในต่างประเทศที่ไม่พอใจได้ทำการลบบัญชีทิ้ง ซึ่งในกรณีเหล่านี้สร้างความเสียหายอย่างมากให้แก่ Facebook จนหุ้นตกลงไปถึง 8%  คิดเป็นมูลค่า 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ซึ่งไม่เพียงแค่ Facebook เท่านั้น สื่อ Social media อื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน ทั้งTwitter และ Snap chat

Designed by jannoon028 / Freepik

 

 จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ใช้ Facebook ควรจะตระหนักและพิจารณาสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้า Newsfeed ของตัวเองให้มากขึ้น เพราะโดยปกติแล้ว   Facebook จะมีการปรับแต่งต่างๆ ให้ผู้ใช้เห็นในสิ่งที่ตนเองสนใจอยู่แล้วจากลักษณะการใช้งาน การกดไลค์กดแชร์ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของผู้ใช้ แต่หากมีการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่ดี ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำได้อีก นอกจากระบบรักษาความปลอดภัยที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่ามันคุ้มครองเราจริงมั้ย ตัวเราเองก็ควรสร้างความปลอดภัยในการรับสื่ออีกด้วย

ที่มา :

https://www.technologyreview.com/the-download/610581/the-race-is-on-to-probe-facebooks-massive-data-scandal/
https://droidsans.com/cambridge-analytica-trump-brexit/
https://themomentum.co/cambridge-analytica-scandal-and-facebook/
https://www.voathai.com/a/facebook-britain-us-cambridge-analytica/4307669.html


Top