Google Ads กับ Google AdSense แตกต่างกันอย่างไร

Google Ads กับ Google AdSense แตกต่างกันอย่างไร

เวลานึกถึงการโฆษณาบน Google คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโฆษณาที่เป็นข้อความ (Text Ads) ที่ปรากฏอยู่เหนือผลการค้นหา (Google Search Results) แท้จริงแล้ว Google ก็มีโฆษณาอีกรูปแบบเรียกว่า Google AdSense ที่ Google สร้างขึ้นมาสามปีหลังจาก Google Ads

วันนี้เราขอนำเสนอความแตกต่างระหว่าง Google Ads กับ Google AdSense ทางด้านกลุ่มผู้ใช้ วิธีการทำงานของระบบประมูลราคา (Bidding) รายได้ (Revenue) ที่สามารถเกิดขึ้น และต้นทุน (Cost) ของคุณ

Google Ads (เดิมชื่อ Google Adwords) เป็นโปรแกรมที่ผู้โฆษณา (Advertisers) สามารถใช้ในการลงโฆษณาแบบราคาต่อหนึ่งคลิก (Cost Per Click) บนหน้าผลการค้นหาของ Google ที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายของเว็บไซต์พันธมิตร (Google Partner Sites) ในขณะที่ Google AdSense เป็นโปรแกรมที่ผู้จัดพิมพ์เว็บ (Publishers) สามารถใช้ในการเลือกพื้นที่บนเว็บไซต์เพื่อเปิดช่องทางให้ผู้โฆษณาที่ลงโฆษณาบน Google Ads สามารถแสดงโฆษณาบนเว็บไซต์ได้

 

Google Ads ทำงานอย่างไร

เนื่องจาก Google ได้รับคำค้นหา (Search Queries) มากกว่า 3.5 พันล้านคำต่อวัน Google Ads จึงเป็นหนึ่งในช่องทางการโฆษณาออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมมากที่สุด

 

เพราะฉะนั้น ในการจัดอันดับโฆษณา (Google Ad Rankings) ให้อยู่ในระดับ Top Positions เหนือผลการค้นหา Google จะใช้การประมูลราคา (Bidding) ทุกครั้งทีมีผู้ลงโฆษณาสองรายขึ้นไปใช้ Keywords ที่เกี่ยวข้องกับ Search Queries ที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไปใน Google อย่างสม่ำเสมอ

ผู้ลงโฆษณาสามารถจัดหมวดหมู่ Keywords ต่างๆ โฆษณา (Ads) ต่างๆ และหน้าเว็บไซต์ที่ผู้ใช้จะเข้าถึงเมื่อคลิกที่โฆษณา (Landing Page) เป็นกลุ่มโฆษณา (Ad Groups) และเลือก Ad Group ที่ผู้ลงโฆษณาจะกำหนดราคาประมูลสูงสุดต่อหนึ่งคลิก (Maximum Cost Per Click Bid) หลังจากนั้น Google จะดำเนินการเลือก Keyword จาก Ad Group ที่เกี่ยวข้องกับ Search Queries ของผู้ใช้ และนำ Keyword นั้นเข้าสู่ขั้นตอนการประมูล

ปัจจัยที่แตกต่างจากการประมูลสินค้าทั่วไป คือการตั้งค่า Bid ที่สูงที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะชนะการประมูลบน Google เสมอไป เพราะว่าลำดับโฆษณา (Ad Rank) บน Google ไม่ได้มาจากราคาอย่างเดียว

Google คำนวน Ad Rank โดยการนำ Maximum Cost Per Click (CPC) Bid มาคูณกับ Quality Score ของโฆษณา โดยที่ Google จะให้คะแนนคุณภาพ (Quality Score) ในระดับ 1-10 ซึ่งคำนวนจากสามปัจจัยดังนี้

  1. ความเกี่ยวข้องของโฆษณา (Ad Relevance) ระหว่าง Landing Page และ ​Keyword
  2. ประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience) ในหน้า Landing Page
  3. Click-Through-Rate (CTR) ที่คาดหวัง (Expected Click Through Rate)

ดังนั้น ผู้ลงโฆษณาจึงต้องผลิตเนื้อหา (Content) ที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มเป้าหมายใน Landing Page เพื่อประสิทธิภาพของ Ad Rank

Google Ads ต้องการให้ผู้ลงโฆษณาทั้งหลายโฆษณาเนื้อหาที่ดีที่สุดในผลการค้นหา Google จึงให้ Ad Rankings ที่สูงกว่า และราคา Cost-Per-Click (CPC) Bid ที่ตำกว่า เป็นรางวัลให้โฆษณาที่ได้ Quality Score สูง

ในขณะเดียวกัน Google ก็พยายามกีดกันไม่ให้มีการลงโฆษณาที่มีเนื้อหาไม่ดี ผู้ลงโฆษณาที่ได้ Quality Score ต่ำจึงต้องจ่ายราคา Cost-Per-Click (CPC) Bid ที่สูงมากเพื่อให้โฆษณาอยู่ในตำแหน่ง (Positions) ที่สูงขึ้น มิฉะนั้นโฆษณาที่ไม่ดีจะมี Ad Rankings ที่ต่ำมาก

 

Google AdSense ทำงานอย่างไร

เช่นเดียวกันกับ Google Ads ผู้ลงโฆษณา (Advertisers) สามารถเสนอราคา (Bid) บนพื้นที่โฆษณา (Ad Space) ของผู้จัดพิมพ์เว็บ (Publishers) เมื่อผู้ลงโฆษณาเสนอราคาสำหรับ Keywords ที่เหมือนกันหรือคล้ายกันกับเนื้อหา (Content) ในหน้าเว็บไซต์ของผู้จัดพิมพ์เว็บ Google AdSense จะขายพื้นที่โฆษณา (Ad Space) ให้กับผู้ลงโฆษณาที่เสนอราคา Bid สูงที่สุด และ Google จะจ่ายสัดส่วนเล็กน้อยของราคา Bid ให้ผู้จัดพิมพ์เว็บเวลาที่มีผู้ใช้คลิกโฆษณาบนเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม Google AdSense จะไม่ Optimize โฆษณาที่แสดงผลบนเว็บไซต์ของผู้จัดพิมพ์เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุน (Maximum Return on Investment (ROI)) ในแบบที่ Google Ads ดำเนินการให้ผู้ลงโฆษณาที่สนใจการ Optimize แคมเปญโฆษณา ดังนั้น ปริมาณรายได้ที่ผู้จัดพิมพ์จะได้รับจาก Google AdSense ขึ้นอยู่กับคุณภาพของโฆษณาที่ดึงดูดให้ผู้ใช้เข้ามาคลิกโฆษณาบนเว็บไซต์

ผู้จัดพิมพ์เว็บสามารถเลือกประเภทของโฆษณาที่แสดงผลบนเว็บไซต์ เช่นสามารถเลือกรูปแบบของโฆษณา ที่เป็นข้อความ (Text Ads) รูปภาพ (Image Ads) และสื่อสมบูรณ์ (Rich Media Ads) เป็นต้น นอกจากนั้นผู้จัดพิมพ์ยังสามารถปรับแต่งโฆษณาให้เข้ากับสไตล์ของเว็บไซต์ โดยการเปลี่ยนขนาด สี พื้นหลัง และรายละเอียดเส้นขอบของโฆษณาที่ปรากฏบนเว็บไซต์

ทั้งนี้ ในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ (Web Page) ผู้จัดพิมพ์สามารถวางพื้นที่สำหรับการลงโฆษณาเนื้อหา (Content Ads) สามรายการ และโฆษณาลิงก์ (Link Ads) สามรายการเท่านั้น

 

อ้างอิงข้อมูลจาก: https://blog.hubspot.com/marketing/adwords-vs-adsense

 

ทั้งนี้ หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Digital Marketing หรือสนใจการบริการด้าน Search Engine Optimization ไม่ว่าจะเป็น Paid Search ประเภท Ad Ops บน Google Ads ทั้งในช่องทางและรูปแบบของ Search Engine Marketing (SEM) และ Google Display Network (GDN) หรือ Organic Search โดยการพัฒนา Website Content

G-ABLE พร้อมให้บริการและคำปรึกษาให้ทุกธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Contact G-Able

02-781-9333 หรือ
inquiry@g-able.com



Top