มาทำความรู้จักกับ RankBrain Algorithm ของ Google

มาทำความรู้จักกับ RankBrain Algorithm ของ Google

ก่อนปี 2015 เวลาที่จะหาคำแนะนำร้านอาหาร ผู้ใช้ Google จะต้องใส่คำค้นหาเช่น “Boston Restaurants” แต่ในวันนี้สามารถสนทนากับ Google เหมือนคุยกับเพื่อนว่า “Where should I go for dinner?” เพื่อขอคำแนะนำร้านอาหารที่อยู่ใกล้ได้ทันที

 

 

สาเหตุที่ Google สามารถรับรู้เจตนาและบริบทของคำถามมาจากนวัตกรรม RankBrain ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ที่ Google ผลิตขึ้นในปี 2015

RankBrain Algorithm ของ Google คืออะไร และทำงานอย่างไร

RankBrain เป็นส่วนสำคัญใน Algorithm การค้นหาของ Google ที่ใช้ Machine Learning ในการทำความเข้าใจเจตนาของผู้ค้นหาโดยใช้ข้อมูลจากสัญญาณการค้นหาต่างๆ รวมทั้งตำแหน่ง อุปกรณ์ และประวัติการค้นหา ทำให้ Google เข้าใจว่าหน้าเว็บต่างๆ เกี่ยวข้องกับแนวคิดอย่างไร และแสดงผลหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหา รวมทั้งแสดงผลการค้นหา (Search Results) ที่ไม่ได้มีคำค้นหา (Search Query) โดยตรง

เช่น เวลาผู้ใช้พิมพ์คำค้นหาว่า “Where should I go for dinner?” Google จะเริ่มต้นด้วยการพิจารณาตำแหน่งและอุปกรณ์ของผู้ใช้ เพื่อใช้ปัจจัยดังกล่าวพิจารณาเจตนาของผู้ค้นหา โดยที่ Google จะประมวลผลร้านอาหารที่เปิดทำการในตอนเย็นและอยู่ใกล้ตำแหน่งของผู้ใช้

นอกจากนั้น RankBrain ยังใช้ประวัติการค้นหาในการเลือกผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ เช่น พนักงานที่ทำงานที่ HubSpot และเข้าเว็บไซต์ของ HubSpot เป็นประจำเล่าว่า เวลาที่เขาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการตลาด เขามักจะได้รับผลการค้นหาที่มาจากบล็อกการตลาดของ HubSpot ในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหา

วิธีปรับการทำ SEO (Search Engine Optimization) ให้เข้ากับ RankBrain

ถึงแม้ว่า RankBrain จะช่วยให้ Google พัฒนาเพื่อตอบสนองพฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนไป แต่นักการตลาดส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับกลยุทธ์การทำ SEO สำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้

ในปัจจุบัน ผู้ใช้พึ่งพา Google อย่างมากในการค้นหาคำตอบที่ถูกต้องและเกี่ยวข้องกับคำถามของพวกเขา ทำให้เครื่องมือการค้นหาต้องทำความเข้าใจเจตนาและบริบทของการค้นหาทุกครั้ง ซึ่ง Google ใช้วิธีการพิจารณาความเกี่ยวข้องและความเชื่อมโยงของคำค้นหาต่างๆ ของผู้ใช้ที่คล้ายกันในอดีตเพื่อแสดงผลการค้นหาที่มีเนื้อหา (Content) ที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับหัวข้อ (Topic) ของการค้นหา

เพื่อให้ Google รับรู้ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ สามารถใช้ Pillar-Cluster Model ในการผลิตเนื้อหา (Content) สำหรับเว็บไซต์หรือบล็อกของแบรนด์ โดยการสร้างหน้าเว็บหลัก (Pillar Page) ที่อธิบายภาพรวมของหัวข้อ (Topic) และมี Hyperlinks ไปยังแต่ละหน้าเว็บในกลุ่มหน้าเว็บ (Cluster Pages) ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อย่อยต่างๆ (Subtopics) ของหัวข้อใน Pillar Page

รูปภาพจาก: HubSpot.com

 

กลยุทธ์นี้จะส่งสัญญาณให้ Google ทราบว่า Pillar Page และ Cluster Pages เหล่านี้นี้มีความรอบรู้และความน่าเชื่อถือในหัวข้อดังกล่าว โดยที่แต่ละหน้าเว็บใน Pillar-Cluser Model จะช่วยเพิ่ม Ranking ในผลการค้นหาให้กันละกัน

ทางด้านการผลิตเนื้อหาและบรรณาธิการ RankBrain กดดันนักการตลาดเนื้อหา (Content Marketers) ให้ผลิตเนื้อหาโดยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ดังนั้นการผลิตเนื้อหาที่น่าสนใจและดึงดูดผู้อ่านจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการทำ Search Engine Optimization (SEO)

RankBrain ได้พัฒนาเครื่องมือการค้นหาของ Google มาถึงขั้นที่ผู้ใช้สามารถสนทนากับ Google เหมือนการแชทกับเพื่อนๆ ดังนั้น ถึงเวลาที่ Content Marketers จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

 

อ้างอิงข้อมูลจาก: https://blog.hubspot.com/marketing/rankbrain-guide

 

ทั้งนี้ หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Digital Marketing หรือสนใจการบริการด้าน Search Engine Optimization ไม่ว่าจะเป็น Organic Search โดยการพัฒนา Website Content หรือ Paid Search ประเภท Ad Ops บน Google Ads ทั้งในช่องทางและรูปแบบของ Search Engine Marketing (SEM) และ Google Display Network (GDN)

G-ABLE พร้อมให้บริการและคำปรึกษาให้ทุกธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Contact G-Able

02-781-9333 หรือ
inquiry@g-able.com



Top