Private Cloud ทางเลือกเพื่อการบริหารจัดการที่ง่าย

Private Cloud ทางเลือกเพื่อการบริหารจัดการที่ง่าย

ทุกวันนี้ เริ่มเป็นที่ยอมรับว่า Cloud Computing ได้เข้ามามี บทบาทในการทำงานในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ ไม่ใช่ว่าทุกกรณี หรือทุกธุรกิจจะสามารถนำเอาทั้งระบบขึ้นไปสู่ Cloud Computing ได้ ปัจจุบันเราจะพบว่าภาคธุรกิจได้ให้ความ สนใจในประโยชน์ของ Cloud แต่ยังอยากที่จะรักษาความเป็น ส่วนตัว หรือ Privacy ในระดับสูง ทำให้เทรนด์ของ Cloud Computing ที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันจึงมีทั้งโซลูชั่นที่เป็น Private Cloud และ Hybrid Cloud ซึ่งเป็นภาพที่ได้รับความสนใจจาก ภาคธุรกิจในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

G-ABLE ได้มองเห็นความต้องการในโซลูชั่นดังกล่าว จึง ได้มีการนำดีไซน์ และนำเสนอโซลูชั่นเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ ทั้งสองแนวทาง คือ Private Cloud และ Hybrid Cloud

 

Private Cloud บริหาร Resource ง่าย ได้ประสิทธิภาพสูง คลาวด์ที่เป็นส่วนตัว หรือ Private Cloud เป็นการให้ บริการจัดการโครงสร้างพื้นฐานระบบภายในองค์กร การ ที่จะเริ่มต้นทำ Private Cloud นั้น ต้องมีพื้นฐานมาจาก Virtualization Environment ใน Data Center ขององค์กรด้วย โดยจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น Hypervisor (VMware ESX, Hyper-V, KVM) ซึ่งจะมีข้อจำกัดในกรณีที่บางองค์กรยัง บริหารจัดการแบบ Traditional Environment อยู่ จะต้องมีการ Transition หรือ Convert ให้มาเป็น Virtualization Environment ก่อนที่จะทำ Private Cloud

Private Cloud เป็นระบบสำหรับให้บริการ “ลูกค้า” หรือ “End User” ในองค์กร เพื่อเป็นช่องทางในการขอใช้บริการจากไอทีได้ โดยตนเอง (User Self Service) ภายใต้การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีในองค์กร ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและสามารถ ที่จะ Optimization Resource ที่มีอยู่ในองค์กรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รองรับการขอเรียกใช้บริการจากไอที ไม่ว่าจะ เป็นการขอใช้บริการ Infrastructure (IaaS), Platform (PaaS), Application (SaaS) และสามารถกำหนดสิทธิ์ผู้ขอใช้บริการตาม Role และ Profile ที่สอดคล้องกับกระบวนการภายในของแต่ละ องค์กรได้จากการกำหนด และบริหารจัดการของระบบ Private Cloud โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • Multi-Vendor & Multi-Cloud: ผู้ใช้สามารถเข้าผ่านช่องทางที่ เตรียมไว้ ในการขอใช้บริการทรัพยากรต่างๆ ได้ด้วยตนเอง และ ระบบรองรับการสร้าง Resource Environment ทั้งที่เป็น Physical Server, Private (VMware, Hyper-V, KVM ) หรือบน Public Cloud (MS Azure, AWS)
  • Workflow and Policies: สามารถกำหนดสิทธิ์และเงื่อนไข (Approval) การขอใช้บริการของผู้ขอได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อิสระกับผู้ใช้งาน
  • Service Offering: สามารถกำหนดเป็น Service Catalog เพื่อให้ง่าย ในการขอใช้บริการ ที่สามารถระบุประเภทของบริการ (IaaS, PaaS, SaaS) ที่เปิดให้บริการได้
  • Reclaiming: การทำระบบ Reclaim ในการ Optimization Resource ที่อยู่ในองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีกระบวนการที่กำหนด และสามารถบังคับใช้งานได้ตาม Policy

 

จากข้างต้นที่กล่าวถึงการเริ่มต้นทำ Private Cloud ใน Data Center ขององค์กรต้องมีพื้นฐานที่เป็น Virtualization Environment มาก่อน และจากจุดนั้นเราสามารถ Enhancement สำหรับระบบ Private Cloud ได้ ซึ่งปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ในการทำ Private Cloud หลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น VMware vRealize (VMware), HP Helion (HP) แต่ การนำซอฟต์แวร์มาทำระบบ Private Cloud นั้น ขึ้นอยู่กับความ เหมาะสมของแต่ละองค์กร ในบางองค์กรอาจจะมีโครงสร้างพื้นฐาน Virtualization ที่เป็น VMware อยู่ ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะทำ Private Cloud ด้วย VMware Product ในบางองค์กรต้องการความเป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับ Hypervisor ใดเป็นหลัก และรองรับการ Customize ได้ อาจจะเหมาะกับ HP Helion Product เป็นต้น

การทำ Private Cloud นอกจากจะช่วยเรื่องการบริหารจัดการ Resource ใน Data Center ให้กับการทำงานของแผนกให้มี ประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยเติมเต็มภาพด้านการดำเนินธุรกิจด้วย เป็น ตัวเชื่อมระหว่างภาพของคนไอทีกับผู้บริหาร ให้เข้าใจตรงกัน โดย ระบบ Private Cloud มีฟีเจอร์ในการตอบสนองข้อมูลในเชิงธุรกิจ เช่น • Complete IT Cost Transparency & Business Alignment แสดง รายงาน, Dashboard ค่าใช้จ่าย รวมถึงข้อมูล Billing ที่เกิดจากการ ขอใช้บริการทรัพยากร โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขในการแสดงข้อมูล ตามกลุ่มหรือแผนก (LoB: Line of Business) ในองค์กรในรูปแบบที่ เข้าใจง่าย • Service Costing สามารถจำลองหรือกำหนดค่าใช้จ่ายในการขอใช้ Resource ทั้งที่เป็นแบบ Usage-Based (Fix Cost) หรือกำหนด ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น คิดค่าใช้จ่ายตาม CPU, Clock Speed เป็นต้น

  • Planning and Budgeting สามารถวางแผน และจัดทำงบประมาณ โดยอ้างอิงจากข้อมูลการเงินทางการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใช้งาน Resource ใน Data Center รวมถึงการขอใช้บริการและทรัพยากรใน องค์กรประกอบต่อการวางแผนและจัดทำงบประมาณ
  • Scenario Planning and Forecasting สามารถจำลองการ เปลี่ยนแปลงด้านการใช้งาน เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร และ ทีมไอทีในการวางแผนค่าใช้จ่าย ที่มีผลจากการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ใน Data Center ทั้งการเปลี่ยนแปลงใน Private และ Public

 

Hybrid Cloud ใช้งานเสมือน Environment เดียวกัน

ด้วยระบบ Private Cloud มีความสามารถในการรองรับ Multi-Cloud และรองรับการสร้าง Service Offering บางประการ เพื่อรองรับการ ขอใช้บริการที่เป็นเซอร์วิสที่ไปสร้างหรือทำงานภายนอก Data Center ขององค์กร โดยระบบงานประเภทนี้ อาจจะไปฝาก Environment ทั้งที่อยู่บน Public Cloud (Azure, AWS) หรือบน Cloud Hosting ที่ ให้บริการทั่วไปในประเทศไทย เช่น G-ABLE Cloud Service ซึ่ง เซอร์วิสประเภทนี้ เมื่อถูกเรียกใช้จาก Private ในองค์กร จะมีการ กำหนดค่าคอนฟิคในระดับของ Network และ Security เพิ่มเติมเข้าไป เพื่อที่จะรองรับการเข้าไปใช้งาน จากไอที หรือ End-User ที่อยู่ภายใน องค์กร (Private) ไปยังระบบงานที่ Run อยู่ภายนอกองค์กร (Public) ได้เสมือนว่าเป็น Environment เดียวกัน และไม่มีผลกระทบทั้งในส่วน ของ Network, Security รวมถึง User Experience ในการใช้งานระบบ ที่อยู่ภายนอกองค์กร เป็นต้น

ด้วยความแตกต่างระหว่าง Private Cloud และ Hybrid Cloud ทำให้ องค์กรควรคำนึงถึงการใช้งานที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับ โครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร ตลอดจนความต้องการทางธุรกิจ



Top