Virtual Work กับโลกปัจจุบัน และความคิดเห็นในมุมมองของ MIT

Virtual Work กับโลกปัจจุบัน และความคิดเห็นในมุมมองของ MIT

ในปี 2012 ศาสตราจารย์คนหนึ่งลาออกจากการสอนที่มหาวิทยาลัย Stanford เขาไม่ได้ถูกซื้อตัวไปสอนที่มหาลัยอื่นใด  แต่เขาลาออกจากงานประจำที่มีเกียรติและมั่นคงนี้ ไปเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง นั่นคือ การสอนผ่านสื่อออนไลน์ นั่นเอง โดยปกติแล้วการเรียนการสอนในห้องเรียนของเขา ครั้งหนึ่งจะมีนักเรียนไม่เกิน 40 คน แต่การสอนผ่านสื่อออนไลน์นั้น ทำให้เขาเข้าถึงนักเรียนจำนวนมากได้ เพียงแค่ในระยะเริ่มต้น เขาก็มีนักเรียนถึง 160,000 คนแล้ว และต่อมาในปัจจุบันนี้ เว็บของเขาได้พัฒนาไปจนมีนักเรียนมากกว่า 6 ล้านคนจาก 168 ประเทศทั่วโลก และมีคลิปการเรียนการสอนถึง 43,000 คลิป!!

รูปภาพจาก wpengine.netdna-cdn.com

เขาคนนั้นคือ Sebastian Thrun ประธานและผู้ก่อตั้ง Udacity เว็บไซต์เพื่อการเรียนการสอนออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก  เรื่องของ Thrun เป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จของพลัง Virtual Work ในแวดวงการศึกษา และยังสะท้อนให้เห็นถึงสไตล์การทำงานและการเรียนที่เปลี่ยนไปจากอิทธิผลของอินเตอร์เนต จากเมื่อก่อนที่เราต้องเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศเป็นเวลาทุกวัน ต้องพบปะกันต่อหน้าเพื่อติดต่อประสานงาน ตอนนี้ กว่า 1.3 พันล้านคนทั่วโลก ย้ายมาทำงานแบบ Virtual Work กันเรียบร้อยแล้ว

Virtual Work คืออะไรและมีที่มาที่ไปอย่างไร

Virtual Work คือการใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้เราสามารถทำงานจากที่ที่อยู่ห่างไกลได้ โดยได้รับประสบการ์ณใกล้เคียงกับการทำงานแบบดั้งเดิมมากที่สุด เพื่อลดต้นทุนและประหยัดทรัพยากรในองค์กร และทำให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้นอีกด้วย Virtual Work เป็นสิ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมานานแล้ว และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่กระแสของ Virtual World (โลกเสมือนจริง) บูมมาก ทุกคนต่างพูดกันหนาหูถึงเรื่องการทำงานโดยผ่าน Second Life หรือ Avatar แบบ 3D ของตัวเองในโลกอินเทอร์เนต หลายคนอาจเคยได้ยินถึงการทำธุรกิจผ่าน Avatar ของตัวเองบนโลกเสมือนจริง  หรือการทำงานจากบ้านพักริมทะเลให้กับบริษัทที่ไม่ที่ตั้งบนแผนที่โลก เพราะทุกอย่างอยู่ในโลกดิจิตอลทั้งหมด

รูปภาพจาก edge.alluremedia.com.au

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ในตอนนี้แม้ว่า Virtual Work ของเราไม่ได้ไปไกลถึงจุดที่สามารถมาทดแทนการทำงานแบบ Physical Work ได้ 100% แต่เราส่วนใหญ่ก็ได้รับประสบการณ์การทำงานนอกสถานที่มากขึ้น เราสามารถทำงานหรือประชุมกับทีมงานต่างประเทศได้ไม่ยากนัก เรามี Co-Working Space ผุดเป็นดอกเห็ด เรามีคอร์สการเรียนออนไลน์ให้เลือกเรียนได้เองในเวลาที่เราสะดวก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่เราได้รับประสบการ์ณที่ ใกล้เคียงกับการทำงานหรือการเรียนแบบเห็นหน้ากันจริงๆมากขึ้น เราลองมาย้อนดูพัฒนาการของ Virtual Workในช่วง 30 ปีที่ผ่านกันซักเล็กน้อย จากบทความของ HBR (Harvard Business Review) เรื่อง The Third Wave of Virtual Work เขียนโดย Tammy Johns and Lynda Gratton  ในบทความนี้ได้แบ่งยุคของ Virtual Work ออกเป็นสามช่วงด้วยกัน

คลื่นลูกที่ 1:

Virtual Freelancers ช่วงปี 1980-2003  เป็นยุคที่เราเริ่มมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไว้ใช้ในบ้าน ร่วมถึง Email ส่วนบุคคล ทำให้การทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ยึดติดกับสถานที่แบบ 100% อาชีพ Freelance จึงถือกำเนิดขึ้น

คลื่นลูกที่ 2:

Virtual Corporate Colleagues เริ่มตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน เนื่องจากการพัฒนาของ Mobile Technology ทำให้เกิด Global Teamwork ขึ้น ตอนนี้ไม่ใช่แค่พนักงาน Freelance เท่านั้นที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้ แม้แต่พนักงานประจำก็มีโอกาสได้ทำงานนอกออฟฟิศมากขึ้นแบบมีประสิทธิภาพ

คลื่นลูกที่ 3:

Virtual Corporate Coworkers ยุคปัจจุบันเป็นต้นไป เป็นยุคที่การทำงานแบบ Virtual มีการพัฒนาขึ้น สามารถแชร์ข้อมูลข่าวสารกันได้กันได้รวดเร็วขึ้น และลดผลกระทบเรื่องความเหงา หรือความไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคมการทำงานได้ เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทำให้เกิดสังคมออนไลน์ที่เหมือนจริงมากขึ้นด้วย

Virtual Work กับรูปแบบกลยุทธ์

ในตอนนี้นั้น แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคคลื่นลูกที่สามกันแล้ว หลายคนอาจยังมีคำถามในใจ หรืออาจจะยังรู้สึกว่า Virtual Work นั้นเป็นเพียงแค่การทำงานนอกสถานที่หรือเปล่า ประโยชน์ที่ได้คงไม่มากมายอะไร ถ้าอย่างนั้น เราลองมาดูตัวอย่างของการนำ Virtual Work มาประยุกต์ใช้จริงกันบ้าง จากบทความเรื่อง Social Means Freedom, for Better or for Worse ของ Nilofer Merchant ได้ยกตัวอย่างของมหาวิทยาลัยและธุรกิจชั้นนำของโลกกับการนำ Virtual Work ได้อย่างน่าสนใจ

ตัวอย่างแรกคือ Singularity University มหาวิทยาลัยชื่อดังใน Silicon Valley ซึ่งนำ Virtual Work มาใช้กับการโครงสร้างขององค์กร โดยเรียกระบบของตนว่าเป็น Staffing with Concentric Circle (การจ้างงานแบบร่วมศูนย์) นาย Salim Ismail กรรมการบริหาร Singularity University ได้ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรของมหาวิทยาลัยว่า ทางมหาวิทยาลัย มีโครงสร้างองค์กรแบบวงกลม สามชั้น โดยชั้นในสุดจะเป็นพนักงานที่เป็นแกนหลักของการบริหารจัดการโปรแกรมการเรียน การปฏิบัติการ และการติดต่อประสานงานหลัก ของมหาวิทยาลัย

ซึ่งในแกนหลักนี้จะมีการจ้างพนักงานแค่ 7 คนเท่านั้น ส่วน ชั้นที่สองถัดออกไป คือพนักงานที่คอยจัดหาและดูแลคนรอบนอกในชั้นที่สามขององค์กร และช่วย ดูแลความเรียบร้อยในการประสานงานกับส่วนที่เหลือทั้งหมด ส่วนในชั้นที่สามซึ่งเป็นวงกลมชั้นนอกสุดนั้น จะเป็นส่วนของผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆที่เป็นคนสอนและสร้างเนื้อหาการเรียนการสอนให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งในส่วนที่สามนี้ มหาวิทยาลัย Singularity ได้ใช้ระบบการทำงานแบบ Virtual Work ทั้งหมด กล่าวคือ เป็นการทำงานและประสานงานผ่าน online Application เช่น Skype เป็นต้น

การจัดการองค์กรแบบนี้ทำให้สัดส่วนการจ้างงานทั้งสามชั้นประกอบด้วย ชั้นที่หนึ่งส่วนงานหลัก 5% ชั้นที่สองส่วนของผู้ดูแล 15% และชั้นที่สามส่วนของผู้เชี่ยวชาญ 85% ซึ่งข้อดีของการจัดการองค์กรแบบนี้คือ องค์กรสามารถลดต้นทุนได้มาก เพราะไม่จำเป็นต้องจัดหาสถานที่ให้กับพนักงานในส่วนที่สาม และ องค์กรก็จะมีความคล่องตัวและยืดหยุ่นมาก รองรับการปรับเปลี่ยนองค์กรในอนาคตได้ดี

ส่วนตัวอย่างที่สองคือ บริษัท McAfee นั่นเอง โดย McAfee ได้นำ Virtual Work มาประยุกต์ใช้ในส่วนของงานบริการลูกค้าสัมพันธ์ โดยเรียกกลยุทธ์นี้ว่าเป็น Customer Service Outside the Perimeter: (การบริหารลูกค้าสัมพันธ์แบบนอกกรอบ) โดยปกติแล้ว บริษัทใหญ่ๆอย่าง McAfee มักจะใช้วิธีการจ้างงานจากภายนอก (Outsourcing) เพื่อมาดูแลบริหารจัดการและตอบคำถามลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อลดต้นทุนการทำงาน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วบริษัทจะต้องจ่ายประมาณ 3-7% สำหรับ ค่าบริหารจัดการ (SG&A) นี้ แต่ McAfee สามารถบริหารจัดการในส่วนนี้ได้โดย ค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์!

ทั้งนี้เป็นเพราะ McAfee ใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าตลาด เป็นแบรนที่มีชื่อเสียง และมีฐานลูกค้าที่แน่นหนา โดย McAfeeได้สร้างเว็บไซต์เพื่อตอบคำถามด้าน Technical Support ไว้ และทำการเชื้อเชิญให้กลุ่มลูกค้าที่มีความรักและผูกพันธ์ ในแบรนด์ McAfee ซึ่งเป็นผู้ใช้จริงที่มีความรู้และเชี่ยวชาญใน Solution ต่างๆของMcAfee เป็นอย่างดี เป็นผู้ตอบคำถาม กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ในตอนนี้มีลูกค้าบางคนของ McAfee ได้ทำการช่วย McAfee โพสและตอบคำถามไปแล้วกว่าพันคำถาม เหตุผลหลักๆที่ลูกค้าเข้ามาตอบคำถามให้ McAfee มีด้วยกันสามอย่าง อันดับแรกคือ ลูกค้ารู้สึกท้าทายและ ต้องการที่จะพัฒนาความสามารถของตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ สอง คือลูกค้าที่มาตอบคำถามต้องการสร้างแบรนและจุดยืนของตัวลูกค้าในการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาไอที ส่วนอันดับสุดท้ายนั้น เป็นเรื่องของการมีไมตรีและการช่วยเหลือกันในสังคมออนไลน์นั่นเอง

มุมมองของ MIT ต่อ Online Course และ Working from Home

จากที่ Virtual Work เคยเป็นเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ที่น่าตื่นเต้น แต่ทุกวันนี้ในมุมมองของคนทั่วไปแบบเราเรา ก็เริ่มรู้สึกคุ้นชินกับมันขึ้นเรื่อยๆ เรามองการทำงานแบบ VPN เป็นเรื่องธรรมดา เราประชุมผ่านอินเตอร์เนตกับสาขาต่างประเทศเป็นปกติ  อย่างไรก็ดี เรามาลองฟังความคิดเห็นในสายตาของเจ้าเทคโนโลยีอย่าง MIT กันบ้าง

รูปภาพจาก icedr.org

จากบทสัมภาษณ์ จาก Harvard Business Review (HBR) โดย Sarah Green Carmichael ที่ได้ทำการสัมภาษณ์ Peter Hirst ซึ่งเป็น Director of the Executive Education Program ของ MIT Sloan School of management ซึ่งได้เริ่มพัฒนา Online Course และ Working from Home ที่ MIT ไปเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมานี้ และนี่คือความคิดเห็นของเขาในหัวข้อต่างๆ

การเรียนการสอนแบบออนไลน์ในสไตล์ของMIT

Hirst กล่าวว่า เนื้อหาวิชาและหลักสูตรของการเรียนการสอนแบบออนไลน์ของ MIT นี้จะ เป็นเนื้อหาเดียวกับที่ MIT สอนในห้องเรียนตามปกติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความที่เริ่มคิดเริ่มทำออกแบบการเรียนการสอนทั้งหมดบนพื้นฐานของ ดิจิตอล ทำให้กิจกรรมหลายๆอย่างแตกต่างออกไปจากการเรียนแบบดั้งเดิม MIT ต้องการที่จะทำให้ประสบการณ์การเรียนออนไลน์ที่ผู้เรียนจะได้รับนั้น เหมือนหรือใกล้เคียงกับการเรียนในห้องเรียนแบบปกติมากที่สุด การจะทำแบบนั้นได้ ต้องมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ที่เราต้องการ ต้องคิดว่าอะไรคือเป้าหมายของเรา และทำอย่างไรจึงจะได้สิ่งนั้นออกมา

รูปภาพจาก mit.edu

คล้ายกับที่ MIT เคยทำไว้ใน edX (หนึ่งใน MOOC หรือ Massive Open Online Course ที่ MIT รวมก่อตั้งกับ Harvard University เมื่อเดือนพฤษภาคม 2012) และในครั้งนี้ Online Course ของ MIT จะสามารถเข้าถึงผู้เรียนมากขึ้นจากการสร้างสรรค์สื่อการเรียนการสอนที่เยี่ยมยอดมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของอนิเมชั่น กราฟฟิก และวีดีโอ และแน่นอนว่า ไม่ว่าจะเป็นการเรียนแบบดั้งเดิมหรือการเรียนออนไลน์ สิ่งหนึ่งที่ MIT ให้ความสำคัญและคำนึงถึงอยู่เสมอคือ ปรัชญาของมหาวิทยาลัย ที่ต้องการมุ่งเน้น “Mind and Hand” (ทฤษฏีควบคู่กับการปฏิบัติ) ดังนั้น ทุกๆวิชาของ MIT จะต้องมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาที่เรียน ซึ่งผู้เรียนจะต้องนำไปหัดทำและประยุกต์ใช้ หลังจากเสร็จสิ้นการเรียนในห้องเรียน หรือเรียนผ่านจอคอมพิวเตอร์แล้ว

อนาคตของการเรียนออนไลน์

ในตอนนี้การเรียนแบบออนไลน์ยังคงเป็นการพยายามจับเนื้อหาการเรียนการสอนในห้องเรียน ในแต่ล่ะคาบมาต่อกัน และ พยายาม ปรับแต่ง หรือจัดหมวดหมู่เนื้อหาไว้เป็นเรื่องๆเหมือนกับที่ TED talks ทำ แต่อย่างไรก็ตาม ลำดับและชุดเนื้อหาในการเรียนนั้น ก็ยังคงถูกเรียบเรียงโดยยึดตามหลักสูตรการเรียนการสอนในห้องเรียน (Course Syllabus) อยู่

ซึ่งก้าวต่อไปของการเรียนแบบออนไลน์ น่าจะมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น การเรียนการสอนควรจะสามารถจัดเป็นชุดๆ เป็นเรื่องย่อยๆได้ เหมือนแคปซูลความรู้ เวลาเลือกวิชาเรียน ผู้เรียนก็จะสามารถเลือกแคปซูลที่มีเนื้อหาที่ดี วิชาที่ตัวเองสนใจ มาเพิ่มเติมไว้ในเส้นทางการเรียนของตัวเองได้ โดยไม่ต้องยึดติดกับหลักสูตร

แต่การตัดสินใจทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียน สิ่งที่ผู้เรียนต้องการ และวิธีการเรียนของผู้เรียนเอง ตัวผู้เรียนเองคือผู้ที่รู้ว่าตัวเองสามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ Hirst คาดว่าจะเป็นอนาคตของการเรียนแบบออนไลน์ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ปัญหาและอุปสรรค

ในเรื่องของปัญหาและอุปสรรคการเรียนออนไลน์นั้น Hirst ให้ความเห็นว่า ปัญหาแรกที่เจอในการเรียนการสอนแบบออนไลน์ คือ เรื่องของจำนวนคนที่เข้าเรียนที่มี มากกว่าการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมมาก ห้องเรียนมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งยังมีผู้เข้าเรียนในเวลาที่ต่างๆกัน ทำให้การที่จะบริหารทรัพยากรให้เพียงพอและตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทาย และยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของมหาวิทยาลัย

ปัญหาต่อไปที่ตามมาจากปริมาณคนที่มากขึ้นนั้น คือ เรื่องของความสด (real time) การตอบสนองที่ทันท่วงทีในเรื่องของการถามตอบ ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในการทำ MOOC การตอบคำถามของ MOOC จะเป็นลักษณะของการส่งคำถามมาและรอคำตอบ ยังไม่สามารถทำการสื่อสารแบบ real time ได้ จุดนี้ MIT ก็ได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั้งการใช้ Webinar และ Video Conference ในการสร้างโลกเสมือนจริงแบบสามมิติขึ้นมา (3D Virtual Worlds) สิ่งผู้เรียนสามารถเข้าร่วมโดยใช้ Avatar ของตัวเอง ในตอนนี้ MIT ได้ทำการทดลองใช้งานโปรแกรมโลกเสมือนจริงนี้กับการเรียนการสอนแบบ  Hybrid Program (หลักสูตรการเรียนที่ผสมผสานการเรียนในห้องและการเรียนออนไลน์ไว้ด้วยกัน)  อยู่

รูปภาพจาก cloudfront.net

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการเรียนแบบออนไลน์คือ ผู้เรียนไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน และไม่สามารถพูดคุยกัน หรือ แชร์ประสบการ์ณและความคิดเห็นร่วมกันได้เหมือนการเรียนในห้องเรียน ซึ่งทีมสอนจะต้องพยายามมากขึ้นในการสร้าง Community ให้เกิดขึ้นให้ได้ ตอนนี้ทาง MIT ก็มีความคิดที่จะเพิ่มคน ขึ้นมาหนึ่งคนในแต่ล่ะโปรแกรมการเรียนการสอน เพื่อทำหน้าที่ดูแลตรงจุดนี้โดยเฉพาะ คนคนนี้ต้องตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างบรรยากาศการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต้องเป็นคนที่คอยจุดประกาย ให้บรรยากาศการพูดคุยนี้เกิดขึ้น  โดยเชื่อว่าหากมีคนที่คอยนำ คอยสร้างบทสนทนาขึ้นแล้ว บรรยากาศการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

การ Working from Home ที่ MIT

Hirst กล่าวว่า การทำงานแบบ Working from Home ในแผนก Executive Education (Exec Ed) ที่ MIT นี้ ทำให้ทีมมีความคล่องตัวอย่างมาก โดยปกติแล้วถึงแม้ MIT จะมีนโยบายยืดหยุ่นเวลาทำงานให้กับพนักงานอยุ่แล้ว แต่ก็เป็นเหมือนการประณีประณอมที่ต้องบอกเหตุผล และต้องได้รับความยินยอมเป็นครั้งๆไป แต่สำหรับแผนก Exec Ed นั้น เขาเชื่อว่างานทุกงานในแผนกสามารถทำให้สำเร็จได้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในที่ทำงาน ทุกคนใน แผนกนี้มีอิสระที่จะเลือกเวลาการทำงานและสถานที่ทำงานได้ด้วยตัวเอง

ถ้าหากว่าใครในทีมคิดว่างานที่ทำอยู่นั้น จำเป็นต้องเข้ามาทำในออฟฟิศอย่างเดียว ไม่สามารถทำจากที่อื่นได้แล้วล่ะก็ ทีมงานคงต้องมาช่วยกันออกแบบงานนั้นๆกันใหม่เลยทีเดียว เขาเชื่อว่า ตราบใดที่งานของเขาเสร็จเรียบร้อยดี ทีมงานของเขาควรได้รับสิ่งนี้ โดยปราศจากคำถาม

นอกจากนั้นในแผนก Exec Ed นี้ เขาได้เตรียม เทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับการ Work from Home ไว้แล้ว ทุกคนสามารถนัดประชุมและเข้าประชุมจากที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาติดขัดอะไรทางเทคนิค  อย่างไรก็ตาม มีบ้างบางเรื่อง ในบางครั้งบางคราวที่ทีมงานมีความจำเป็น และต้องการการประชุมแบบเจอหน้ากันจริงๆมากกว่า แผนกเราจึงมีนโยบายให้  วันพุธเป็นเข้าออฟฟิศ ทุกคนในแผนก จะต้องเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศในวันพุธ แต่พวกเราจะใช้เวลานี่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

รูปภาพจาก huffpost.com

ข้อดีอีกอย่างของการทำงานแบบ Working from Home นี้ คือการที่ทีมงานไม่ต้องใช้เวลาประจำวันหมดไปกับการเดินทางไปกลับออฟฟิศ ทำให้พวกเขามีเวลาให้กับงานและครอบครัวมากขึ้น และสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การให้ทีมงานทำงานจากที่ใดก็ได้นี้ เหมือนเป็นการบอกกับพวกเขาว่า “ผมไว้ใจคุณ” Hirst วางใจว่า ทีมงานของเขาจะบริหารตนเองให้สามารถทำงาน สำเร็จและมีประสิทธิภาพได้ ซึ่งนั่นเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมงาน ทำให้ทีมงานรู้สึกได้รับความเคารพ และภูมิใจในตัวเอง

ปัญหาของการ Working from Home

Hirst กล่าว ว่ามีปัญหาอยู่สองอย่างของการทำงานแบบ Working from Home ที่แผนก Exec Ed ปัญหาแรกคือ คือปัญหาของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เป็นปกติที่คนจะเคยชินกับสิ่งที่ทำมาและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ในช่วงเริ่มต้นใช้การทำงานแบบ Working from Home นี้ หลายๆเสียงในทีมเขาให้ความเห็นในทำนองว่า ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่า MIT มีเทคโนโลยีที่ดีและพร้อมสำหรับการทำงานแบบ Working form Home แล้ว แต่เขายังรู้สึกดีและรู้สึกสะดวกใจกับการเข้ามาทำงานในออฟฟิศมากกว่า

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถึงตอนนี้ แม้แต่คนที่อนุรักษ์นิยมและกลัวการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็ยังทำงานนอกสถานที่อาทิตย์ล่ะวันสองวันเป็นเรื่องปกติ ส่วนปัญหาที่สองของการทำงานแบบ Working from Home ก็คือ เรื่องของความเป็นทีม และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เพราะการทำงานจากที่ไหนก็ได้นี้ อาจทำให้ทีมงานเจอกันน้อยลง และสนิทกันน้อยลง และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมHirst จึงได้มีนโยบายให้ทุกวันพุธ เป็นวันเข้าออฟฟิศ

จากเนื้อหาที่กล่าวมานี้ เราจะเห็นได้ว่า Virtual Work ที่เราคุ้นเคยนี้ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ Virtual Work ยังความคล่องตัวและความสะดวกรวดเร็วในการทำงานให้กับองค์กรอีกด้วย ซึ่งความคล่องตัวนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรต้องมีเพื่อให้สามารถรับมือกับโลกในยุคดิจิตอลนี้ได้ นอกจากนั้น ในทุกวันนี้ Virtual Work ยังมีการพัฒนาประสิทธิภาพเอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อลดผลกระทบของมันในเรื่องการติดต่อประสานงานและปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และเพื่อสร้างสังคมการทำงานที่มีความเสมือนจริงมากขึ้นอีกด้วย

Learn More


Top