มาทำความรู้จักวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ – Water Footprint

มาทำความรู้จักวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ – Water Footprint

ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำนั้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายของโลกลดลง

สาเหตุหนึ่งอาจเนื่องจากการจัดการ ชลประทานเพื่อการเพาะปลูกขนาดใหญ่ในหลายๆ ประเทศ อาทิ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีการทำการเกษตรขนาดใหญ่ และด้วยการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกทำให้ปริมาณน้ำฝนสำหรับการเกษตรมีปัญหา ในหลายแห่งทั่วโลก จนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาเรื่องน้ำกลายเป็นวิกฤตไปแล้ว ไม่ใช่แค่วิกฤตในประเทศไทยยังถือว่าเป็นวิกฤตโลกก็ว่าได้ หากแต่มิใช่เพียงอัตราการเติบโตของประชากรโลกเท่านั้น หากยังเกิดจากการขยายตัวของชุมชนเมือง มีการอพยพเข้ามาสู่สังคมเมืองมากขึ้น ทำให้ การบริโภคเปลี่ยนไป ทำให้การใช้น้ำทั้งในครัวเรือนและการผลิตสินค้ามี แนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีสำหรับการจัดการวิกฤตน้ำในระดับโลกนั้น พบว่า ปัญหาเรื่องน้ำยังไม่มีองค์กรสากลใดเป็นผู้รับผิดชอบปัญหาทั้งระบบ อย่างแท้จริง ไม่เหมือนกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่มีหน่วยงานมารองรับ มีกระบวนการทำงาน และเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันในการจัดการปัญหา

ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนประชากรโลกเองก็ ยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำและปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างแท้จริง น้ำเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นที่สุดที่ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม มักใช้สำหรับการผลิต การเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ส่งออก หรือการเป็นครัวของโลกนั้น ส่งผลให้การใช้น้ำในประเทศสูงขึ้น ตามจำนวนผลผลิตที่เกิดขึ้น เพราะสินค้าเกษตรและอาหารที่ส่งออกนั้นมี การใช้น้ำในประเทศผู้ผลิต และเมื่อประเทศ ผู้นำเข้าซื้อไปบริโภคก็เปรียบ เหมือนเป็นผู้ใช้น้ำของประเทศผู้ผลิตในทางอ้อมด้วย เรียกว่า เป็นผู้ใช้น้ำเสมือน และเมื่อภาวะขาดแคลนน้ำเกิดขึ้น การผลิตสินค้าเกษตรและ อาหารก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น และด้วยความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โลก การเติบโตของประชากรโลก การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต และความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ลดลง อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำอย่างรุนแรงในการผลิตทั้ง ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในอนาคต จึงเป็นที่มาของคำว่า วอเตอร์ ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) หรือ รอยเท้าสำหรับใช้น้ำ

 

วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ – Water Footprint คืออะไร

แนวคิดเรื่อง วอเตอร์ฟุตพริ้นท์เป็น แนวคิดเกี่ยวกับการวัดปริมาณการ ใช้น้ำในการผลิตสินค้า และบริการ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการรวม ตัวกันขององค์การระหว่างประเทศ ที่ตระหนักถึงความสำคัญของวิกฤตน้ำที่เกิดขึ้น อาทิ UNESCO IFC WWF และ WBCSD เป็นต้น โดย ได้ร่วมกันจัดตั้งเครือข่าย วอเตอร์ ฟุตพริ้นท์ทำการศึกษา Footprint ใน สินค้า และบริการต่างๆ ที่แต่ละประเทศผลิต และขยายไปในระดับโลก โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาหา ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.waterfootprint.org วอเตอร์ฟุตพริ้นท์เป็น ค่าชี้วัดการใช้น้ำของผู้บริโภคหรือผู้ผลิตไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อม ดังนั้น วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของสินค้าหรือบริการ จึงเป็นปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยคำนวณ ปริมาณน้ำจากผลรวมของทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าและบริการนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้สามารถวัดได้จากปริมาณน้ำที่ใช้ไปและ / หรือ ปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยออกมา ทำให้วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ เป็นเครื่องชี้วัดที่ชัดเจน เพราะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงปริมาณน้ำที่ใช้และปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยออกมาเท่านั้น หากแต่แสดงให้เห็นถึงสถานที่และระยะเวลาที่เกิดการใช้น้ำ

วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ทั้งหมดสามารถแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ (1) วอเตอร์ ฟุตพริ้นท์สีน้ำเงิน-Blue Water Footprint (2) วอเตอร์ฟุตพริ้นท์สีเขียว- Green Water Footprint และ (3) วอเตอร์ฟุตพริ้นท์สีเทา-Gray Water Footprint แต่ละส่วนมีที่มาแตกต่างกันออกไป ดังนี้

1. วอเตอร์ฟุตพริ้นท์สีน้ำเงิน (Blue Water Footprint) คือ ปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งแหล่งน้ำผิวดินเช่น น้ำในแม่น้ำทะเลสาบรวม ทั้งน้ำในอ่างเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ และแหล่งน้ำใต้ดินอันได้แก่ น้ำบาดาล ที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการ ของผู้บริโภค

2. วอเตอร์ฟุตพริ้นท์สีเขียว (Green WaterFootprint) หมายถึง ปริมาณ น้ำที่อยู่ในรูปของความชื้นในดินที่ถูกใช้ไปในการผลิตสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตพืชผลทางการเกษตร การทำไม้ และ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์

3. วอเตอร์ฟุตพริ้นท์สีเทา (Gray Water Footprint) หมายถึง ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งคำนวณจากปริมาณน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำดีตามค่ามาตรฐาน

 

ดังนั้น วอเตอร์ฟุตพริ้นท์จึงมีทั้งปริมาณน้ำที่ใช้โดยตรงและโดยอ้อม ปริมาณน้ำที่ใช้ ดังกล่าวต่างก็ประกอบด้วย ฟุตพริ้นท์ ของน้ำทั้ง 3 ประเภท ทั้งนี้ วอเตอร์ฟุตพริ้นท์สีน้ำเงิน และสีเขียวเป็นปริมาณน้ำที่ใช้ หรือ Water Consumption ส่วนวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ สีเทาเป็น ปริมาณน้ำเสีย หรือ Water Pollution สำหรับหน่วยวัดของวอเตอร์ฟุตพริ้นท์มีหน่วยเป็น ลูกบาศก์เมตร/ตัน โดยวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ในพืช คำนวณจากปริมาณน้ำที่พืชใช้ (ลูกบาศก์เมตร/ เฮกตาร์)/ปริมาณผลผลิตของพืชนั้น (ตัน/เฮกตาร์) ส่วนวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ ในสัตว์ คิดจากปริมาณน้ำทั้งหมดในการผลิตและให้อาหารสัตว์ น้ำดื่ม ของสัตว์ และน้ำที่ใช้ในการกิจการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ เช่น น้ำที่ใช้เพื่อทำความสะอาดคอกสัตว์น้ำที่ใช้ในการระบายความร้อน เป็นต้น สำหรับวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ในผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์เป็นผลรวมของวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ การผลิตผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ ตั้งแต่เริ่มกระบวนการ จนกระทั่ง สิ้นสุดได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์นั้นๆ

 

ทำไมต้องมีวอเตอร์ฟุตพริ้นท์

สำหรับผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยนำเสนอข้อมูลในระดับ โลกและระดับประเทศเป็นรายสินค้า ภายใต้กรอบแนวคิดใหม่ที่นำผู้ใช้นน้ำ เสมือนเข้ามามีส่วนร่วมในวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ จากเดิมตีกรอบแนวคิดเฉพาะ วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของประเทศนั้นๆ เท่านั้น หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในการ ผลิตสินค้าและบริการของประเทศนั้น ไม่ว่าสินค้าหรือบริการนั้นจะผลิต เพื่อการบริโภคในประเทศ หรือเพื่อการส่งออกก็ตาม โดยประเทศผู้นำเข้าสินค้าและบริการนั้นไม่มีส่วนรับผิดชอบกับปริมาณวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ ดังกล่าวแต่อย่างใด แนวคิดใหม่ที่นำน้ำเสมือนมาคำนวณด้วย จะทำให้มอง เห็นภาพรวมของวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ในระดับโลกอย่างแท้จริง และสามารถ นำข้อมูลที่ได้มาจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์ และประสิทธิภาพ สูงสุด วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของแต่ละประเทศภายใต้แนวคิดใหม่นี้ ประกอบ ด้วย 2 ส่วน คือ วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ภายใน หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ภายใน ประเทศเพื่อผลิตสินค้าและบริการสำหรับประชาชนในประเทศนั้นและ วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ภายนอก หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในประเทศอื่น เพื่อผลิต สินค้าและบริการให้ประเทศนั้นนำเข้ามาบริโภค ดังนั้น ปริมาณน้ำเสมือน ที่ส่งออก (Virtual Water Export) มีค่าเท่ากับผลรวมระหว่างปริมาณน้ำ เสมือนที่นำเข้าเพื่อการส่งกลับสินค้าและบริการ (Virtual Water Import for Re-Export) กับปริมาณน้ำที่ใช้เพื่อการส่งออก และผลรวมของปริมาณน้ำเสมือนที่นำเข้า (Virtual Water Import) กับปริมาณน้ำที่ใช้ในประเทศนั้น (Water use within Country) คือ จำนวนของปริมาณน้ำเสมือน (Virtual Water Budget) ของประเทศนั้น ผลการศึกษาในช่วงปี 1997-2001 พบว่า ค่าเฉลี่ย วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของโลก เท่ากับ 1,243 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี (ข้อมูลประเทศที่มีการใช้น้ำสูงสุด ได้แก่ จีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา)

 

นอกจากนี้ ยังได้คำนวณหาค่าเฉลี่ยในระดับโลกสำหรับปริมาณน้ำเสมือนที่ ใช้ในการผลิตสินค้าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ เช่น เบียร์ 1 แก้ว (250 มิลลิลิตร) ใช้น้ำในกระบวนการผลิตทั้งหมด 75 ลิตร นม 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) ใช้น้ำ 200 ลิตร/กาแฟ 1 แก้ว (140 มิลลิลิตร) ใช้น้ำ 140 ลิตร/ไวน์ 1 แก้ว (125 มิลลิลิตร) ใช้น้ำ 117 ลิตร/น้ำส้ม 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) ใช้น้ำ 170 ลิตร/ไข่ 1 ฟอง (40 กรัม) ใช้น้ำ 135 ลิตร/เสื้อยืดคอกลมทำจากเส้นใยฝ้าย 1 ตัว ใช้น้ำ 2,000 ลิตร/กระดาษ ขนาด A4 ความหนา 80 แกรม 1 แผ่น ใช้น้ำ 10 ลิตร เป็นต้น

 

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ความ ต้องการใช้น้ำมีเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ และคาดว่าวอเตอร์ฟุตพริ้นท์จะเข้ามามีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายใน การค้าในอนาคตโดยเฉพาะตลาดในยุโรปและอเมริกา เพื่อตระหนักให้เห็นถึงความสำคัญเรื่องการอนุรักษ์น้ำและการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในอนาคตเราอาจจะเห็นการนำฉลากวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ มาแสดงบนผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการ ใช้น้ำในการผลิตสินค้าต่อไป

 



Top