Meta Tags ของ Website คืออะไร และมีความสำคัญต่อ SEO อย่างไร

Meta Tags ของ Website คืออะไร และมีความสำคัญต่อ SEO อย่างไร

ในปี 2018 61% ของนักการตลาดกล่าวว่าการพัฒนา SEO (Search Engine Optimization) โดยเฉพาะทางด้าน Organic Search เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการทำ Inbound Marketing

SEO มีความสำคัญในการทำให้เว็บไซต์ของแบรนด์ปรากฏในหน้าแรกของผลการค้นหา (Google Search Results) เวลาที่ผู้ใช้ค้นหา Keywords ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้น

เพราะฉะนั้นการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพจึงช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้ใช้ที่ค้นหาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ และสามารถทำให้ผู้ใช้กลุ่มนั้นสนใจที่จะเป็นลูกค้าของแบรนด์ในอนาคต (Potential Customers) จนเป็นลูกค้าในระยะยาว (Long-term Customers) และกลายเป็นลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalists) ในที่สุด

ในการทำ SEO การใส่ Meta Tags เข้าไปในหน้าเว็บไซต์แต่ละหน้าอย่างถูกต้องเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำให้เครื่องมือการค้นหา (Search Engines) สามารถระบุและจัดหมวดหมู่ของหน้าเว็บไซต์ (Web Pages) ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำขึ้น ซึ่งจะทำให้หน้าเว็บไซต์แสดงผลในตำแหน่งที่สูงขึ้นในผลการค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

วันนี้เราขอมานำเสนอความหมายและประเภทของ Meta Tags ที่สำคัญ พร้อมยกตัวอย่างการเขียน Meta Tags ในรหัส HTML สำหรับหน้าเว็บไซต์ของคุณ

Meta Tags คือข้อความในรหัส HTML ที่อธิบายหน้าเว็บไซต์ให้ Search Engine โดยที่ไม่ปรากฏให้ผู้ใช้เห็นบนหน้าเว็บไซต์ Meta Tags ที่ใช้เป็นประจำมี 4 ประเภทดังนี้

 

1. Canonical Tags

หากมีหน้าเว็บไซต์ที่มีหลาย URL หรือมีหน้าเว็บไซต์ในรูปแบบที่แตกต่างสำหรับมือถือและคอมพิวเตอร์ Search Engines จะเห็นหน้าเว็บไซต์เหล่านี้เป็นรุ่นที่ซ้ำกัน (Duplicated Versions) ของหน้าเว็บไซต์เดียวกัน

เช่น ผู้ใช้โดยทั่วไปจะทราบเป็นอย่างดีว่า “www.google.com” และ “http://google.com” เป็นหน้าเว็บไซต์เดียวกัน แต่ Google จะเห็น URL สองลิงก์นี้เป็นรุ่นที่ซ้ำกันของหน้าเว็บไซต์เดียวกัน

ดังนั้น หากไม่มีการระบุว่าหน้าเว็บไซต์ไหนเป็นต้นฉบับ (Original Source) Google จะเลือกหน้าเว็บไซต์หนึ่งเป็นต้นฉบับและรวบรวมข้อมูลจากหน้าอื่นๆ น้อยลง หมายความว่า Google อาจรวบรวมข้อมูลจากเวอร์ชันมือถือ (Mobile Version) เป็นหลัก ในขณะที่รวบรวมข้อมูลจากเวอร์ชันเดสก์ท็อป (Desktop Version) น้อยลง

จากเหตุผลดังกล่าวจึงสามารถบอกได้ถึงความสำคัญของ Canonical Tag ซึ่งระบุ Original Source ของหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ปรากฏในหน้าผลการค้นหา (Search Engine Results Page หรือ SERPs) โดยเฉพาะหน้าแรกของเว็บไซต์ (Homepage)

นี่คือตัวอย่างรูปแบบของ Canonical Tag ในรหัส HTML

<link rel=”canonical” href=”http://example.com/hubspot/meta-tags” />

 

2. Meta Content Type

Meta Content Type ช่วยให้สามารถระบุประเภทของสื่อ เช่น ข้อความ (“text/html”) และชุดอักขระ (Character Set) สำหรับแต่ละหน้าเว็บไซต์ เพื่อให้หน้าเว็บไซต์แสดงผลในรูปแบบที่ต้องการอย่างถูกต้องในทุกเบราว์เซอร์

ด้านล่างคือตัวอย่างรหัส Meta Content Type ในรหัส HTML

<meta http-equiv=”Content-Type” content=”text/html; charset=utf-8″ />

 

3. Robots Meta Tags

Robots Meta Tags คือการเขียนคำสั่งเพื่อไม่ให้ Search Engines แสดงผลหน้าเว็บไซต์ดังกล่าว เช่น

  • noindex → ป้องกันไม่ให้แสดงผลหน้าเว็บไซต์ในผลการค้นหา
  • nofollow → ป้องกันไม่ให้แสดงผลจากลิงก์ที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์
  • nosnippet → ป้องกันไม่ให้แสดงข้อความ (Text Snippet) หรือ Video Preview ที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ในผลการค้นหา
  • noarchive → ป้องกันไม่ให้แสดงผลจาก Cached Link สำหรับหน้าเว็บไซต์
  • unavailable_after:[date] → ใช้เพื่อระบุวันที่ไม่ต้องการให้แสดงผลหน้าเว็บไซต์ในผลการค้นหาอีกต่อไป

หนึ่งในกรณีที่สามารถใช้ “nofollow” คือหน้าเว็บที่มีส่วนที่ให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็น ซึ่งไม่สามารถควบคุมการโพสต์ลิงก์ที่ไม่เกี่ยวข้องได้ จึงป้องกันโดยการไม่ให้ Search Engines แสดงผลลิงก์ดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน “noindex” เป็น Robots Meta Tag ที่ได้รับความนิยมในหลายกรณี เช่น ระหว่างเวลาที่กำลังทดสอบการออกแบบหน้าเว็บไซต์แบบใหม่บนเซิร์ฟเวอร์ที่มีโดเมนย่อยบนเว็บไซต์ โดยยังไม่ต้องการให้หน้าเว็บไซต์ใหม่นี้ปรากฏในผลการค้นหา หรือในกรณีสำหรับหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ผู้ใช้กรอกฟอร์มก่อนที่จะสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งไม่ต้องการให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและเข้าถึงหน้าเว็บไซต์นั้นจาก Search Engines ได้โดยตรง

เพื่อที่จะใส่ Robots Meta Tags ที่มีคำสั่งทั้ง “noindex” และ “nofollow” สามารถใช้รหัส HTML ได้ดังนี้

<meta name=”robots” content=”noindex, nofollow”>

 

4. Title Tags

Title Tags ช่วยให้ทั้งผู้อ่านและ Search Engines เข้าใจหัวข้อของหน้าเว็บไซต์ รวมทั้งสร้างความสม่ำเสมอเนื่องจาก Title Tag จะปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ บนแท็บของเว็บเบราว์เซอร์ และบนลิงก์ในสื่อโซเชียล

หากไม่มีการใส่ Title Tag สำหรับหน้าเว็บไซต์ Google จะสร้างหัวข้ออัตโนมัติให้หน้าเว็บไซต์ในผลการค้นหา ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อ Ranking ใน SERPs

ดังนั้น การเขียน Title Tag ที่ดึงดูดความสนใจให้ผู้อ่านคลิกเข้าไปในหน้าเว็บไซต์ย่อมมีประโยชน์ในการทำ SEO ซึ่งสามารถใช้รหัส HTML ได้ดังนี้

<head>

<title>Example Title</title>

</head>

 

นอกจาก Meta Tags 4 ประเภทนี้แล้ว ยังมี Alt Text ที่มีความสำคัญต่อ SEO อย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ Meta Tag แต่ Alt Text ก็เป็นส่วนประกอบของรหัส HTML ที่อธิบายเกี่ยวกับภาพบนหน้าเว็บไซต์ให้ Search Engine รับรู้ โดยเฉพาะ Google ที่ให้ความสำคัญกับการค้นหาภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

ตัวอย่างของ Alt Text ในรหัส HTML มีดังนี้

<img src=”metatag.jpg” alt=”Meta tag picture”>

 

ส่วน Meta Descriptions เป็น Meta Tag ที่ไม่ได้สื่อสารกับ Search Engines โดยตรงเหมือน Meta Tags ทั่วไป แต่มีไว้เพื่อสื่อสารกับผู้ใช้โดยการอธิบายเนื้อหา (Content) บนหน้าเว็บไซต์

Meta Description คือคำอธิบายไม่เกิน 160 ตัวอักษรที่ปรากฏในผลการค้นหาดังนี้

การเขียน Meta Description ที่ดีจึงช่วยเพิ่มความสนใจให้ผู้ค้นหาคลิกเข้าไปอ่านในหน้าเว็บไซต์ และ Meta Description ที่อธิบายเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์อย่างชัดเจนและตรงกับความคาดหวังของผู้ค้นหาจะทำให้ผู้ค้นหาอ่านหน้าเว็บไซต์นั้นต่อ ซึ่งอัตราการคลิกผ่าน (Click-Through Rates หรือ CTR) ยังมีผลต่อประสิทธิภาพของ SEO Ranking อีกด้วย

และนี่คือตัวอย่างของการใส่ Meta Description ในรหัส HTML

<head>

<meta name=”description” content=”This is an example of my meta description.”>

</head>

 

อ้างอิงข้อมูลจาก: https://blog.hubspot.com/marketing/meta-tags

 

ทั้งนี้ หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Digital Marketing หรือสนใจการบริการด้าน Search Engine Optimization ไม่ว่าจะเป็น Organic Search โดยการพัฒนา Website Content
หรือ Paid Search ประเภท Ad Ops บน Google Ads ทั้งในช่องทางและรูปแบบของ Search Engine Marketing (SEM) และ Google Display Network (GDN)

G-ABLE พร้อมให้บริการและคำปรึกษาให้ทุกธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Contact G-Able

02-781-9333 หรือ
inquiry@g-able.com



Top