G-Able แชร์ประสบการณ์ทำงานในโลกอนาคตผ่าน Digital Workplace

G-Able แชร์ประสบการณ์ทำงานในโลกอนาคตผ่าน Digital Workplace

เมื่อวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ดร.ศิษฏพงศ์ เศรษฐภัทร Head of  Big Data and Analytics กลุ่มบริษัทจีเอเบิล ได้รับเชิญเป็นวิทยากร ในหัวข้อ “Digital Workplace and Agile Organization” ในงาน “Digital Workplace,Ideal Office for New Generation เปิดมิติใหม่แห่งการทำงานของโลกอนาคต” จัดโดย The VIABLE ณ อาคาร The Knowledge Exchange: KX

ดร.ศิษฏพงศ์ เศรษฐภัทร Head of Big Data and Analytics กลุ่มบริษัทจีเอเบิล

โดยงานนี้ ดร.ศิษฏพงศ์ จะมาเปิดเผยถึงวิธีการสร้างสภาพแวดล้อมและดำเนินการอย่างไรให้เกิด Agile Organization หรือ การทำงานที่มีประสิทธิภาพโดยมีการสื่อสารที่ดี มี Teamwork และความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง  ซึ่ง Digital Workplace นั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิด Agile Organization

 

จุดเริ่มต้นของ Digital Workplace

 

เริ่มจากการเกิดเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีการเชื่อมต่อและแบ่งปันข้อมูล ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆได้ ต่อมาเมื่อโลกอินเทอร์เน็ตเติบโตมากขึ้น ทำให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลกันแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถแชร์ข้อมูลหรือเนื้อหาของตัวเองได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถเชื่อมโยงตัวเรากับบุคคลอื่นได้อีกด้วย หลังจากนั้นได้เข้าสู่ยุคของ Social Mobile ซึ่งมีแพลตฟอร์มรองรับหลากหลายรูปแบบ หรืออาจจะเรียกยุคนี้ว่า Multi-Screen โดยคนเรามีอุปกรณ์มากกว่าหนึ่งเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์หรือโทรศัพท์ ที่สามารถบริโภคสื่อหรือเนื้อหาต่างๆได้ผ่านการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต ซึ่ง Digital Workplace ได้นำความสามารถเหล่านี้ มาประยุกต์ใช้กับองค์กร ให้สามารถจัดการทีมงานได้ผ่านโลกดิจิทัล

 

Digital Workplace ก่อให้เกิด อะไรบ้าง ?

  • Collaboration : การทำงานร่วมกันเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ดี โดยมีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกัน
  • Visibility : ในการทำงาน เราควรจะต้องรู้ว่าใครมีความสามารถอะไรหรือใครทำอะไรอยู่ และสิ่งนั้นทำให้เกิดผลอะไรบ้าง

 

 

10 เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในการขับเคลื่อน Digital Workplace

  1. Ambient knowledge : ความรู้ที่มีอยู่ทั่วไป สามารถเรียนรู้ได้ในระยะเวลาสั้นๆแล้วสามารถนำไปแก้โจทย์และทำงานต่อ
  2. Embedded analytics : เครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ
  3. Production studio : เครื่องมือหรือโปรแกรมที่เข้ามาช่วยในการทำงาน รวมถึงการแชร์ข้อมูล การพูดคุยต่างๆ
  4. Micro learning : คอร์สความรู้สั้นๆที่ถูกจัดขึ้นหรือสามารถค้นหาได้ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อนำไปพัฒนาบุคลากร
  5. Process Hacking: หรือพวก Autonomous ที่เข้ามาช่วยลดขั้นตอนในการทำงานให้สั้นลงเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว โดยยังคงผลลัพธ์เหมือนเดิม
  6. Silo-Buster : สามารถทำงานระหว่างทีมได้อย่างทันที โดยมีพื้นที่ในการแสดงผลงานและความสามารถของตนเพื่อ เป็นการสร้าง Visibility
  7. Immersive technology: VR AR ช่วยทำให้งานดีขึ้น โดย สามารถเชื่อมต่อระหว่างโลกความจริงและโลกเสมือน อาจนำไปใช้ในการเทรนนิ่ง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีอาจยังไม่พร้อมใช้งาน
  8. Office landscape : ห้องทำงานเป็นส่วนสำคัญของDigital Workplace ดังนั้นห้องทำงานต้องเอื้อต่อการทำงานให้เกิดการพูดคุยและบรรยากาศที่ดีที่ช่วยสร้าง Creativity ได้
  9. Personal Cloud : พื้นที่จัดเก็บข้อมูลต่างๆ ที่สามารถดึงไปใช้ได้ในทุกที่ ทุกอุปกรณ์
  10. Virtual personal assistance : ผู้ช่วยที่จะเข้ามาตอบคำถามทั่วไป หรือ Chatbot

 

ซึ่ง ดร.ศิษฏพงศ์ ได้อธิบายไว้ว่า “หากเรามองเป็นภาพรวม Digital Workplace คือการทำให้อุปกรณ์ต่างๆที่อยู่บนโต๊ะทำงานเราทั้งหมดขึ้นไปอยู่ในโลกดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มเอกสาร ตารางนัดหมาย ปากกาหรือสมุดโน๊ต ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Digital Workplace ทำให้เกิดการสร้างและแบ่งปันข้อมูลจำนวนมากตลอดเวลา” ดังนั้นการบริหารทีม ควรเริ่มบริหารจากสิ่งที่เขาสร้างและนำเสนอออกมา

 

 

โดย ดร.ศิษฏพงศ์ ได้กล่าวไว้ว่า ทุกคนในองค์กรตั้งเป้าหมายขึ้นมา และสร้างสิ่งที่ทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในขณะที่เรากำลังทำงานผ่านทาง Digital Workplace จะทำให้เกิดการสร้างเอกสารหรือข้อมูลตลอดเวลา ซึ่งเราต้องมีความสามารถในการ Search หรือค้นหาข้อมูลที่มีประโยชน์กับสิ่งที่เราทำและสามารถ Consume หรือทำความเข้าใจ ในเนื้อหานั้นๆ โดยมีการ Taxonomy หรือ Tracking ซึ่งเป็นการจัดหมวดหมู่ให้ง่ายต่อการค้นหา ทำให้เกิด Ambient Knowledge ซึ่งหลังจากทำการค้นคว้า การที่จะมองเห็น Insight หรือข้อมูลเชิงลึกของข้อมูลเหล่านั้น จะมีทีม Analytics Center of Excellence คอยทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ และพัฒนา รวมถึงมีหน้าที่ในการกำหนด ควบคุม และ แยกแยะหาวิธีหรือรูปแบบต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น การลดเวลาให้สั้นลง หรือผลตอบแทนที่สูงขึ้น  ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เกิด Enterprise Knowledge Stream หรือองค์ความรู้ขององค์กร ที่ถูกนำมาต่อยอดเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด  โดยจะมี Data Scientist มาทำหน้าที่ในส่วนของการวิเคราะห์เหล่านี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วการหา Data Scientist เป็นเรื่องที่ยากมากในปัจจุบัน แต่เราสามารถเปลี่ยนบุคลากรที่มีอยู่ให้มีความสามารถเชิงดิจิทัลมากขึ้น โดยมีขั้นตอนดังนี้

 

  1. Foundational: ด้วยการตั้งคำถามที่ถูกต้อง ว่าทำอย่างไรให้การที่ทำงานอยู่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  2. Approaching: การปรับปรุงการทำงานให้เป็นรูปแบบ Digital มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วขององค์กร
  3. Aspirational: หรือเริ่มทดลองเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน และดูว่าวิธีการทำงานใหม่ๆที่เกิดขึ้นมันทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นหรือไม่ ถ้าดีขึ้นเรียกว่า Achieved on data open culture โดยเกิดการแชร์ข้อมูลแก่กัน และมีความลื่นไหลมากขึ้น โดยเริ่มจากการอนุญาตให้คนอื่นเข้ามาทำงานเราหรือเราเข้าไปทำงานคนอื่นได้
  4. Mature: เมื่อทุกอย่างที่ทำออกมาได้ดีก็นำสิ่งนั้นมาใช้จริง

 

โดย ดร.ศิษฏพงศ์ ได้พูดว่า ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น Data Scientist แต่ Data Scientist จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพดำเนินการต่างๆให้รวดเร็วขึ้น

ซึ่ง 2 บทบาทที่มาทำงานร่วมกัน คือ

  1. Laboratory:คนที่คิดหรือหาวิธีปรับปรุงรูปแบบการทำงานใหม่ๆ โดยมี Data Scientist ช่วยทำงานอยู่ในส่วนนี้
  2. Production Factory:คนที่นำรูปแบบการทำงานใหม่ๆ จากฝั่ง Laboratory มาประยุกต์ใช้

แต่ในการทำงานจริงๆจะมีบทบาทที่มากกว่านั้น ขึ้นอยู่แต่ละโปรเจค ดังนั้นเราจึงต้องทำ Laboratories และFactories ในเวลาเดียวกัน ซึ่งในแต่ละทีมงานจะต้องมีการทำงานที่ประสานกันเป็นอย่างดี

 

 

การเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานภายในทีม เราต้องเริ่มจาก

  • Goal First: ตั้งเป้าหมายของโปรเจกต์ขึ้นมา
  • Creating a team: รับคนที่ต้องการทำงานในโปรเจกต์เดียวกันตามความสามารถ
  • Contribution is key: ผลลัพธ์ที่ออกมาคือกุญแจสำคัญวัดความสามารถ ถ้าคุณสร้างผลงานออกมาได้มากแปลว่าคุณทำงานได้ดี
  • Tracking & Monitoring Success: จัดกลุ่มและติดตามผลของแต่ละโปรเจกต์

 

โดยจะมีเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็น ในแต่ละส่วนของการทำงาน และมีแพลตฟอร์ม ที่เราสามารถแชร์งานต่างๆของเราให้ทุกคนเห็น โดยหัวหน้าจะสามารถตรวจสอบการทำงานได้ผ่านหน้าจอ ว่าใครทำอะไรหรือมีปริมาณงานเท่าไหร่ สุดท้าย การทำงานจะเกิด Silo-Buster ทำให้การทำงานสะดวกลื่นไหล หากมีปัญหาก็อาจมีการถกปัญหากันเพื่อบรรลุเป้าหมายของงานนั้นๆ

สุดท้ายนี้ ดร.ศิษฏพงศ์ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า การทำงานบน Digital Workplace เราสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ โดยมีตัวชี้วัดเป็นผลงานที่อยู่ในระบบแสดงออกมาให้เห็น ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จากซ้าย คุณณัฏฐพิชา เฟื่องฟุ้งกุล Event Manager, The VIABLE คุณชุติมา สีบำรุงสาสน์ ผู้อำนวยการสายงานบริหารทรัพยากรบุคคล,Microsoft (Thailand) คุณสุดคนึง ขัมภรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรมนุษย์, B GRIMM ดร. ศิษฏพงศ์ เศรษฐภัทร Head of Big Data and Analytics, G-Able คุณธนดร พร้อมมูล Collaboration Sales Specialist Thailand & Indochina, Cisco

เกี่ยวกับ G-Able
G-Able คือบริษัทผู้พัฒนา, ติดตั้งจนถึงให้บริการด้านระบบ IT และ Digital ในไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำระดับโลกในด้าน Modern Digital Solutions, Enterprise Business Solutions และ IT Infrastructure Solutions โดยมีกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำในภาคเอกชนและรัฐบาล
www.g-able.com
inquiry@g-able.com
โทร 02-781-9333



Top