สปสช. ก้าวสู่ยุค Digital Transformation พัฒนาการรวบรวมฐานข้อมูลทุกสิทธิรักษาของคนไทย ช่วยรัฐลดงบประมาณสิทธิซ้ำซ้อนกว่า 720 ล้านบาท

สปสช. ก้าวสู่ยุค Digital Transformation พัฒนาการรวบรวมฐานข้อมูลทุกสิทธิรักษาของคนไทย ช่วยรัฐลดงบประมาณสิทธิซ้ำซ้อนกว่า 720 ล้านบาท

การเปลี่ยนแปลงองค์กรจากระบบแอนะล็อกไปสู่ดิจิทัล เป็นกระบวนการที่ไม่ง่าย และการใช้ เทคโนโลยีเข้ามา Transform องค์กรไม่ได้เกิดจากการทุ่มงบประมาณไปที่อุปกรณ์ล้ำยุคเพียงเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความต้องการผู้ใช้และเป้าหมายขององค์กรเป็นหลักด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คือหนึ่งในต้นแบบของการ Transform ผ่านการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของประชาชน จนโครงการประสบความสำเร็จคว้ารางวัลจากหลายเวทีไปอย่างงดงาม อาทิเช่น “รางวัลเลิศรัฐ” ที่มอบให้แก่หน่วยงานที่มีผลการดำเนินการที่เป็นเลิศทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภายในองค์กร,  “รางวัลรัฐบาลดิจิทัล” หรือ Digital Government Award 2019 และ “รางวัลสนับสนุนนโยบายจากรัฐบาล” ในโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการในการลงทะเบียนเปลี่ยนหน่วยบริการผ่านโปรแกรม UC Register E-formโดยใช้แค่เพียงบัตรประจำตัวประชาชนใบเดียว นับเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยลดความซ้ำซ้อน ประหยัดเวลาและงบประมาณจากภาครัฐได้อย่างดีเยี่ยม

วันนี้เราขอนำเสนออีกหนึ่งโครงการที่ G-Able ได้มีส่วนร่วมในการดูแลเบื้องหลังของการทำ  Digital Transformation ผ่านการสัมภาษณ์พันเอกหญิง พนมวัลย์ บุณยมานพ ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานกลุ่มภารกิจบริหารกองทุนและรักษาการผู้อำนวยการสำนักบริหารงานทะเบียน แห่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยในครั้งนี้เราจะนำเสนอเรื่องราวของการช่วยแก้ปัญหาให้หน่วยงานรัฐต่างๆ ผ่านการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ์ประกันสุขภาพอื่นๆ เพื่อดำเนินการให้ฐานข้อมูลผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจากรัฐมีความครบถ้วนถูกต้อง 

พันเอกหญิง พนมวัลย์ บุณยมานพ รองประธานกลุ่มภารกิจบริหารกองทุนและรักษาการผู้อำนวยการสำนักบริหารงานทะเบียน (สปสช.)

พันเอกหญิง พนมวัลย์ บุณยมานพ ได้เริ่มต้นเปิดบทสนทนานี้ด้วยเรื่องราวที่ถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ของตนเอง จากการเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการของหลายๆ หน่วยงานภายหลังจากที่สปสช.ได้รับมอบหมายในการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการทะเบียนสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชน (National Beneficiary Registration Center) ว่า

การบูรณาการข้อมูลด้านสุขภาพของประเทศมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเริ่มจากการบูรณาการข้อมูลสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการหน่วยงานรัฐ ที่กระจัดระจายอยู่ใน 128 แห่ง เพื่อให้มีการนำข้อมูลมาประมวลผล จัดลำดับสิทธิ ให้สามารถแสดงผลบนหน้าจอตรวจสอบสิทธิ ให้โรงพยาบาลทราบว่าจะเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลได้จากหน่วยงานใด เพราะข้อมูลมีผลต่อการบริหารสวัสดิการการรักษาพยาบาล สปสช. ได้เข้ามาดำเนินการให้ฐานข้อมูลผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจากรัฐมีความครบถ้วน ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน เป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศ

การรวบรวบรวมข้อมูลนับเป็นการช่วยเหลือสิทธิประโยชน์ของคนไทยอย่างไร?

“สปสช.ดูแลคนไทยทุกคน โดยทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการทะเบียนสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชน (National Beneficiary Registration Center – NBRC) ซึ่งขณะนี้มี 128 หน่วยงานรัฐและอีกหลายกองทุนที่ถือข้อมูลอยู่ เช่น ข้าราชการในความดูแลของกรมบัญชีกลาง  สำนักงานประกันสังคม กองทุนคืนสิทธิสำหรับผู้รอพิสูจน์สถานะต่อมาได้รับสิทธิ์เป็นคนไทย ซึ่งหากเชื่อมโยงข้อมูลกันได้สมบูรณ์ประชาชนจะสามารถได้รับสิทธิรักษาพยาบาลต่อเนื่องเมื่อหมดสิทธิจากกองทุนอื่น เป็นการคุ้มครองสิทธิรักษาพยาบาลให้กับประชาชน หาก สปสช.ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ”

การประสานกับหน่วยงานต่างๆในการจัดเก็บข้อมูลจากแอนะล็อกไปสู่ดิจิทัลมีความยากง่ายที่ต้องรับมือหรือไม่อย่างไร?

“ระบบงานของสปสช.ค่อนข้างซับซ้อน ฐานข้อมูลจากหลากหลายแห่งที่ต้องเชื่อมโยงกันนั้นก็มีที่มาที่ไปที่ซับซ้อน ทาง G-Able ก็ได้มาช่วยกันตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านระบบ จากระบบเดิมมาเป็นระบบ ERM (ระบบจัดการควบคุมเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ) จะเกิดปัญหาค่อนข้างมาก แต่เราก็ช่วยกันติดตามแก้ไขจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี 

การรวบรวมข้อมูลฟังดูเหมือนง่าย แต่ภายในมีเงื่อนไขรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย และต้องอาศัยกระบวนการในการออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลที่ซับซ้อน และต้องยอมรับว่าในช่วงเริ่มต้น แนวทางนี้มีอุปสรรคในการดำเนินการ ทั้งการทำความเข้าใจกับหน่วยงาน ต้องปรับปรุงโปรแกรม  โดยการพัฒนาโปรแกรมบันทึกข้อมูลบุคลากรหน่วยงานรัฐสำหรับบันทึกส่งข้อมูลเข้ามาในระบบทั้งรายใหม่และรายเก่าที่หมดสิทธิเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน จึงต้องใช้เวลาชี้แจงกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจกัน และทำให้เห็นถึงประโยชน์ของการบูรณาการ มีบางส่วนไม่ส่งข้อมูลให้เพราะกลัวจะไม่ได้ใช้สิทธิบัตรทอง พบว่าการใช้สิทธิซ้ำซ้อนมีอยู่จริง หาก NBRC สามารถรวบรวมข้อมูล และตัดการใช้สิทธิความซ้ำซ้อนนี้ได้ รัฐจะสามารถประหยัดงบประมาณไปได้ โดยนับตั้งแต่เริ่ม NBRC มาตั้งแต่มีมติครม 3 พย. 2558 จนถึงปี 2561 รัฐสามารถประหยัดงบไปได้เป็นเงินโดยประมาณ 721 ล้านบาท ลดความซ้ำซ้อนได้ถึง 225,740 ราย

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ถือว่าระบบเข้าที่แล้ว อาจยังมีบางส่วนอยู่บ้างที่ยังไม่บูรณาการ ก็ต้องเดินหน้าทำต่อไป แต่สำหรับส่วนที่บูรณาการแล้วนั้นเรียบร้อยดีไม่มีปัญหา ซึ่งความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากหน่วยงานเพียงหน่วยเดียว หรือด้วยระยะเวลาสั้นๆ แต่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อทำให้ระบบข้อมูลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ตัวอย่างการบูรณาการฐานข้อมูลสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชนที่ท่านอยากแบ่งปันให้เราฟัง?

“ขอยกตัวอย่างกรณีหน่วยงานการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏชื่อหน่วยงานการประปาส่วนภูมิภาคบนหน้าจอตรวจสอบสิทธิ ส่งผลให้พนักงานกปภ. และบุคคลในครอบครัวต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินสดเมื่อเข้ารับบริการ เมื่อมีมติจากทางครม. ให้ทำหน้าที่ NBRC ทาง สปสช. จึงได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลและปรับระบบฐานข้อมูลกลางให้ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และแสดงชื่อหน่วยงานการประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งก็ทำให้สามารถเบิกตรงจากส่วนราชการได้ ส่งผลให้พนักงานกปภ.และบุคคลในครอบครัวได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการเมื่อเจ็บป่วยได้อย่างมั่นใจ ไม่กังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายด้านการเงิน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

พันเอกหญิง พนมวัลย์ บุณยมานพ ได้กล่าวเสริมว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจของ NBRC ที่เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราได้มีส่วนช่วยให้ข้อมูลสิทธิปรากฏเป็นปัจจุบัน พนักงานกปภ. จึงไม่ด้อยโอกาส ไม่ต้องต้องสำรองค่ารักษาพยาบาล เมื่อเจ็บป่วยหนักๆก็สามารถเบิกสิทธิจากส่วนราชการได้โดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไป”

ก้าวต่อไปของ สปสช. ในการดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทย?

“การจัดทำทะเบียนสิทธิเหล่านี้หากสำเร็จลุล่วงด้วยดีจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะข้อมูลจะเข้าไปอยู่ในบัตรประชาชน (Smart Card) อีกทั้งประชาชนจะสามารถตรวจสอบสิทธิของตนผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือโมบายแอปพลิเคชันได้  ในขณะที่โรงพยาบาลก็สามารถตรวจสอบผู้มาใช้สิทธิได้จากบัตรประชาชน 

ในส่วนของบางหน่วยงานที่ยังไม่เชื่อมกัน ทั้งที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ หรืออยู่ระหว่างพิจารณาแผนดำเนินการนั้น ทางสปสช. จะเร่งทำให้สมบูรณ์ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนด้านค่าใช้จ่ายสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ภาครัฐสามารถเห็นภาพรวมของข้อมูลสิทธิรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของหน่วยงานรัฐทุกแห่งของประเทศได้อย่างครบถ้วน เพื่อพัฒนาสิทธิประกันสุขภาพให้กับคนไทยทุกคนได้อย่างถ้วนหน้าและยั่งยืน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บูรณาการการเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของประชาชน เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีส่วนช่วยให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยประสบความสำเร็จและกลายเป็นวาระระดับโลก ด้วยมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติตามเป้าหมายของการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี  บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้ โดยไม่มีภาวะความเสี่ยงด้านการเงิน มีความเท่าเทียมกันทุกสิทธิ จนเป็นกรณีศึกษาของสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกที่ได้เข้ามาดูงานอย่างต่อเนื่อง”

G-Able มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการ Transform และจัดการความซ้ำซ้อน (Duplication) ของข้อมูล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสิทธิหลักประกันสุขภาพมากขึ้น รางวัลอันทรงเกียรติมากมายที่ได้ถูกมอบให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงนับเป็นก้าวสำคัญ เป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาการให้บริการและการพัฒนาองค์การของภาครัฐ เพื่อไปสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและระบบราชการ 4.0 ที่สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการใหม่เพื่อพลิกโฉมให้ภาครัฐเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

 

G-ABLE พร้อมให้บริการและคำปรึกษาให้ทุกธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Contact G-Able

02-781-9333 หรือ inquiry@g-able.com



Top