Cloud Platform & Infrastructure

Cloud Platform & Infrastructure

ทำให้การจัดการ Data Center ของคุณไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเมื่อนำความซับซ้อนขึ้นสู่ Cloud

Why Choose G-ABLE Cloud?

Flexible

G-ABLE Cloud ช่วยให้คุณบริหารธุรกิจอย่างสมบูรณ์ ด้วยความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ระบบปฏิบัติการ ภาษา และเครื่องมือที่เหมาะกับธุรกิจ

Highly Scalable

G-ABLE Cloud ช่วยให้ธุรกิจของคุณได้ประโยชน์ของ Auto Scaling จาก Web App เพื่อที่คุณจะสามารถย่อหรือขยายธุรกิจได้อัตโนมัติ

Valuable Cost

G-ABLE คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารนำเงินทุนไปต่อยอดธุรกิจส่วนอื่นๆให้เติบโตได้ดียิ่งขึ้น

Highly Secured

G-ABLE Cloud ใช้ระบบควมคุมที่มีความปลอดภัยสูง ช่วยปกป้องข้อมูลของบริษัทและลูกค้าของคุณ

Total Cost of Ownership

G-ABLE ช่วยคุณประหยัดขึ้น 60% ในต้นทุนการเป็นเจ้าของ โดยใช้ระบบ Cloud เป็นโครงสร้างพื้นฐานการในการแก้ปัญหาด้านไอที

Lift up your business to be more scalable and accessible

 

ให้ธุรกิจคุณ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมด้วยระบบที่ยืดหยุ่นและมาตรฐานความปลอดภัยสูง

Escalate your business with G-ABLE Cloud Solutions

Software-defined Data Center

ศูนย์ข้อมูลที่โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเสมือนจริงและจัดส่งเป็นบริการ การควบคุมศูนย์ข้อมูลเป็นไปอย่างอัตโนมัติโดยใช้ซอฟต์แวร์

Virtualization

การสร้างแบบจำลองเสมือนจริง รวมถึงแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เสมือนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและทรัพยากรเครือข่ายคอมพิวเตอร์

Storage

การเก็บข้อมูลโดยใช้พื้นที่ออนไลน์โดยใช้ระบบบนคลาว์ด ซึ่งมีความปลอดภัย และมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ

Networking

ให้บริการบุคคลที่สามจากส่วนกลางโดยใช้ระบบ WAN หรืออินเตอร์เน็ต

Application Platform

บริการที่ช่วยให้สามารถสร้างเรียกใช้งานแอปพลิเคชันทั้งหมดในระบบคลาวด์ได้

Hybrid and Private Cloud

บริษัท สามารถควบคุมการทำงานของคลาวด์ส่วนตัวซึ่งเป็นเจ้าของโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

Public Cloud

ระบบคลาว์ดที่เปิดให้ใช้ได้สาธารณะ เช่นระบบ Amazon Elastic Compute Cloud (EC2), Microsoft Azure

Meet an Expert

ผู้เชี่ยวชาญของเราต่างมากด้วยประสบการณ์จากบริษัท IT ชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ

ด้วยวุฒิระดับปริญญาเอกจากสถาบันนานาชาติและ การรับรองจากองค์กรระดับโลก เช่น Cloudera Certified ให้คุณวางใจได้ว่าธุรกิจของคุณจะได้รับการดูแลจากมืออาชีพอย่างครบวงจร

Related Digital Review

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในวงการธุรกิจก็คงหนีไม่พ้น เทคโนโลยี Cloud และการวิเคราะห์ Big Data ที่แทบจะทุกขนาดของธุรกิจต่างให้ความสนใจ...

Cloud Platform & Infrastructure

ในทางเทคนิคการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud Platform จะมีจุดที่ต้องพิจารณาหลายด้านอาทิเช่น

 

  • Reliability ระบบ  Server  จะต้องมีความน่าเชื่อถือ สามารถรองรับ  SLA ทีเหมาะสมได้ ดังนั้นการทำ   Web Application โดยไม่คำนึงถึง  Hosting  ที่เหมาะสม ไม่ใช่การทำ Cloud App ที่ถูกต้อง
  • Redundancy ระบบ Cloud จะต้องระบบสำรองที่ดี (DR Site)  ซึ่งโดยมากมักจะเป็นระบบที่ให้บริการและติดตั้งบน Data Center ขนาดใหญ่
  • Elastic ระบบ  Cloud Server จะต้องมีความยืดหยุ่น กล่าวคือเมื่อมีผู้ใช้มากระบบก็จะมีทรัพยากรเพียงพอ และสามารถที่จะทำ Virtualization และ Multi-Tenancy ได้
  • Scalability : ประเด็นนี้จะเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะการทำ  Web Server หรือ Hosting เอง จะไม่สามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ ลองคิดดูว่าถ้าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เปลี่ยนรูปแบบการคิดราคาเป็นแบบ SaaS แล้วมีผู้ใช้เข้ามาใช้จำนวนมาก แต่การออกระบบไม่ได้รองรับไว้ก็จะทำให้ระบบล่มได้

 

ดังนั้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud Platform  ที่ดี จะต้องไปใช้บริการของ Cloud Provider ที่เป็น IaaS (Infrastructure as a Service) หรือ PaaS (Platform as a Service) อย่างเช่น Amazon EC2, Microsoft Azure, Google App Engine เป็นต้น

ปัจจุบันถ้าเรามีระบบงานที่ทำงานอยู่บน Server ต่าง ๆ มากมาย โดย Server และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ เหล่านั้นเราต้องดูแลทุกอย่างด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Hardware, Software, Security รวมทั้งยังต้อง Maintenance ระบบและแถมเรายังคอยเป็นห่วงเรื่อง Avalability, Scalability และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยสิ่งที่กล่าวมานั้นก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลซึ่งก็ค่อนข้างที่จะสูงเอาการทีเดียว ถึงแม้ระบบจะถูกใช้งานหรือไม่ก็ตามเราก็ยังต้องคอยดูแลเพื่อให้พร้อมกับการใช้งานตลอดเวลา ซึ่งก็ทำให้เกิดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากมาย

 

แต่ ปัจจุบันนี้เรามีทางออก โดยถ้าเราทำการย้ายระบบงานทั้งหมดมาทำงานอยู่บน Cloud Solutions เราจะสามารถลดภาระต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด และสิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาคือยังสามารถขยายระบบงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับ Load ในการทำงานที่มากขึ้น, การทำระบบ Test, การขยายฐานข้อมูล ได้อย่างรวดเร็ว และในเรื่องค่าใช้จ่ายก็สามาถประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรได้มากเพราะลักษณะการจ่ายจะเป็นแบบ Pay-as-you-go จ่ายตามที่ใช้งานจริงสามารถตัดสินใจในการเพิ่มหรือลดระบบได้อย่างทันท่วงที

G-ABLE มีผู้เชี่ยวชาญและทีมที่คร่ำหวอดด้าน Cloud Platform & Infrastructure ซึ่งได้ดูแลและให้บริการลูกค้าที่เป็นระดับ Enterprise มามากว่า 28 ปี G-ABLE จึงมีความเข้าใจในธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลจำนวนมาก บวกกับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจของลูกค้าองค์กรก้าวทันตามยุคดิจิทัลได้อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ ขึ้นใช้ระบบบน Cloud ได้

บริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่หลายๆแห่งที่แบ่งการทำงานเป็นหลายๆแผนก และแต่ละแผนกต่างก็มีพนักงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในเรื่องของระบบไอที แผนกต่างๆก็มักจะต้องการมีเซิร์ฟเวอร์แยกเป็นการเฉพาะเพื่อการทำงานของตนเอง บางแผนกก็อาจจะมีเซิร์ฟเวอร์หลายๆตัว เพื่อแยกการทำงานเฉพาะเรื่อง เราจึงมักเห็นเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากตั้งอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์โดยแต่ละตัวก็มักจะมี CPU ฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำที่เกินพอดีเพราะแต่ละแผนกก็ต้องการ “เผื่อ” เพื่อการขยายระบบในอนาคตเอาไว้ด้วยกันทั้งนั้น

นอกจากนี้แล้ว ห้องคอมพิวเตอร์ที่ต้องเปิดไฟ เปิดแอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก ถ้าที่ใดมีปัญหาไฟดับ ไฟตกบ่อย ก็อาจเริ่มเป็นกังวลกับเซิร์ฟเวอร์และข้อมูลของตนเอง

 

จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น การใช้บริการคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) จึงเข้ามามีบทบาทเพราะจะสามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องการใช้ทรัพยากรของระบบที่ใช้ร่วมกัน (Shared Resources) และการขยายระบบ (On-Demand Scalability) ที่สามารถขยายได้ทันทีที่ต้องการ ไม่ต้องเผื่อไว้เพื่อการขยายระบบเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนี้แล้วการใช้ Public Cloud ยังไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการทำห้องคอมพิวเตอร์อีกด้วย

 

แต่ การใช้ Private Cloud จะยังคงมีต้นทุนที่สูงกว่าการใช้  Public Cloud เพราะไม่สามารถใช้ทรัพยากรในระบบไอทีร่วมกับผู้อื่นภายนอกบริษัทได้ และยังคงต้องคอยดูแลรักษาระบบเองอีกด้วย ดังนั้นในส่วนของบริการไอทีบางด้าน จึงเลือกใช้ระบบ คลาวด์ลูกผสม (Hybrid Cloud) อย่างเช่นระบบอีเมล์ หรือเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งจะดีกว่าการทำใช้เองเป็นอย่างมาก

Cloud Platform & Infrastructure

ภาพรวมของโซลูชัน

ในทางเทคนิคการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud Platform จะมีจุดที่ต้องพิจารณาหลายด้านอาทิเช่น

 

  • Reliability ระบบ  Server  จะต้องมีความน่าเชื่อถือ สามารถรองรับ  SLA ทีเหมาะสมได้ ดังนั้นการทำ   Web Application โดยไม่คำนึงถึง  Hosting  ที่เหมาะสม ไม่ใช่การทำ Cloud App ที่ถูกต้อง
  • Redundancy ระบบ Cloud จะต้องระบบสำรองที่ดี (DR Site)  ซึ่งโดยมากมักจะเป็นระบบที่ให้บริการและติดตั้งบน Data Center ขนาดใหญ่
  • Elastic ระบบ  Cloud Server จะต้องมีความยืดหยุ่น กล่าวคือเมื่อมีผู้ใช้มากระบบก็จะมีทรัพยากรเพียงพอ และสามารถที่จะทำ Virtualization และ Multi-Tenancy ได้
  • Scalability : ประเด็นนี้จะเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะการทำ  Web Server หรือ Hosting เอง จะไม่สามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้ ลองคิดดูว่าถ้าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เปลี่ยนรูปแบบการคิดราคาเป็นแบบ SaaS แล้วมีผู้ใช้เข้ามาใช้จำนวนมาก แต่การออกระบบไม่ได้รองรับไว้ก็จะทำให้ระบบล่มได้

 

ดังนั้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น Cloud Platform  ที่ดี จะต้องไปใช้บริการของ Cloud Provider ที่เป็น IaaS (Infrastructure as a Service) หรือ PaaS (Platform as a Service) อย่างเช่น Amazon EC2, Microsoft Azure, Google App Engine เป็นต้น

น่าสนใจอย่างไร?

ปัจจุบันถ้าเรามีระบบงานที่ทำงานอยู่บน Server ต่าง ๆ มากมาย โดย Server และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ เหล่านั้นเราต้องดูแลทุกอย่างด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Hardware, Software, Security รวมทั้งยังต้อง Maintenance ระบบและแถมเรายังคอยเป็นห่วงเรื่อง Avalability, Scalability และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยสิ่งที่กล่าวมานั้นก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลซึ่งก็ค่อนข้างที่จะสูงเอาการทีเดียว ถึงแม้ระบบจะถูกใช้งานหรือไม่ก็ตามเราก็ยังต้องคอยดูแลเพื่อให้พร้อมกับการใช้งานตลอดเวลา ซึ่งก็ทำให้เกิดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากมาย

 

แต่ ปัจจุบันนี้เรามีทางออก โดยถ้าเราทำการย้ายระบบงานทั้งหมดมาทำงานอยู่บน Cloud Solutions เราจะสามารถลดภาระต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด และสิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาคือยังสามารถขยายระบบงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับ Load ในการทำงานที่มากขึ้น, การทำระบบ Test, การขยายฐานข้อมูล ได้อย่างรวดเร็ว และในเรื่องค่าใช้จ่ายก็สามาถประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรได้มากเพราะลักษณะการจ่ายจะเป็นแบบ Pay-as-you-go จ่ายตามที่ใช้งานจริงสามารถตัดสินใจในการเพิ่มหรือลดระบบได้อย่างทันท่วงที

ทำไมต้อง G-ABLE?

G-ABLE มีผู้เชี่ยวชาญและทีมที่คร่ำหวอดด้าน Cloud Platform & Infrastructure ซึ่งได้ดูแลและให้บริการลูกค้าที่เป็นระดับ Enterprise มามากว่า 28 ปี G-ABLE จึงมีความเข้าใจในธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลจำนวนมาก บวกกับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจของลูกค้าองค์กรก้าวทันตามยุคดิจิทัลได้อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ ขึ้นใช้ระบบบน Cloud ได้

ตัวอย่างการใช้

บริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่หลายๆแห่งที่แบ่งการทำงานเป็นหลายๆแผนก และแต่ละแผนกต่างก็มีพนักงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในเรื่องของระบบไอที แผนกต่างๆก็มักจะต้องการมีเซิร์ฟเวอร์แยกเป็นการเฉพาะเพื่อการทำงานของตนเอง บางแผนกก็อาจจะมีเซิร์ฟเวอร์หลายๆตัว เพื่อแยกการทำงานเฉพาะเรื่อง เราจึงมักเห็นเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากตั้งอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์โดยแต่ละตัวก็มักจะมี CPU ฮาร์ดดิสก์ หรือหน่วยความจำที่เกินพอดีเพราะแต่ละแผนกก็ต้องการ “เผื่อ” เพื่อการขยายระบบในอนาคตเอาไว้ด้วยกันทั้งนั้น

นอกจากนี้แล้ว ห้องคอมพิวเตอร์ที่ต้องเปิดไฟ เปิดแอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก ถ้าที่ใดมีปัญหาไฟดับ ไฟตกบ่อย ก็อาจเริ่มเป็นกังวลกับเซิร์ฟเวอร์และข้อมูลของตนเอง

 

จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น การใช้บริการคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) จึงเข้ามามีบทบาทเพราะจะสามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องการใช้ทรัพยากรของระบบที่ใช้ร่วมกัน (Shared Resources) และการขยายระบบ (On-Demand Scalability) ที่สามารถขยายได้ทันทีที่ต้องการ ไม่ต้องเผื่อไว้เพื่อการขยายระบบเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนี้แล้วการใช้ Public Cloud ยังไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการทำห้องคอมพิวเตอร์อีกด้วย

 

แต่ การใช้ Private Cloud จะยังคงมีต้นทุนที่สูงกว่าการใช้  Public Cloud เพราะไม่สามารถใช้ทรัพยากรในระบบไอทีร่วมกับผู้อื่นภายนอกบริษัทได้ และยังคงต้องคอยดูแลรักษาระบบเองอีกด้วย ดังนั้นในส่วนของบริการไอทีบางด้าน จึงเลือกใช้ระบบ คลาวด์ลูกผสม (Hybrid Cloud) อย่างเช่นระบบอีเมล์ หรือเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งจะดีกว่าการทำใช้เองเป็นอย่างมาก