สวัสดีงานแห่งอนาคต ถึงเวลาปลดแอกให้กับคนทำงาน

สวัสดีงานแห่งอนาคต ถึงเวลาปลดแอกให้กับคนทำงาน

เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่องค์กรต่าง ๆ ได้สรรหาวิธีการและเทคโนโลยีมาใช้กับบุคลากร เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิผลให้กับการทำงานให้ดียิ่งขึ้น แต่เรากลับพบว่า แม้จะมีการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีไปมากมาย แต่อัตราการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพในแต่ละปีนั้นอยู่แค่ 1.8% เท่านั้นเอง มันน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

งานยุคใหม่ ยืดหยุ่น หมุนรอบตัวเรา

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แทนที่จะเป็นองค์กรที่กำหนดการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ กลายเป็นพนักงานอย่างเรา ๆ นี่แหละ ที่เป็นคนเลือกใช้เทคโนโลยีที่ต้องการใช้ในที่ทำงาน เพื่อที่ทำให้เรานั้นสามารถนำสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทไปทำต่อได้แทบจะทุกที่ทุกเวลา

จากการสำรวจของ the office club พบว่าการที่บุคลากรจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อ ได้รับอิสระในการตัดสินใจว่าจะทำให้งานเสร็จออกมา โดยคำนึงถึงวิธีที่พวกเขาใช้ทำงาน  การใช้งานเครื่องมือและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้งที่เป็นขององค์กรเองและของส่วนตัว และ การที่บริษัทส่งเสริมให้พนักงานมีการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัว สมาร์ตโฟน หรือ อุปกรณ์ที่อยู่นอกเหนือจากของที่บริษัทมีให้ ไม่ว่าจะเป็นเราอาจจะใช้ไลน์คุยกัน หรือใช้คลาวด์ของภายนอกมาเก็บไฟล์  เขียนงานผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ช่วยให้การทำงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีข้อควรระวังให้ฉุกคิดกันเล็กน้อยว่า เราก็ต้องหาตัวกลางในการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานด้วย เพื่อความเป็นระบบขององค์กร เพราะถ้าทุกคนใช้แต่แพลตฟอร์มส่วนตัวมากจนเกินไป อาจเกิดปัญหาที่เรียกว่า Shadow IT ขึ้นมาทำให้ความยืดหยุ่น (เกินไป) ที่ได้รับนั้นกลับอาจตาลปัตรกลายมาเป็นผลเสียได้อยู่

AI ยังไม่ใช่ซูเปอร์แมน อาจทำแทนบางเรื่องไม่ได้

ในขณะที่เทคโนโลยีก็กำลังเข้ามาแทนที่ผู้คนในที่ทำงาน เช่นในประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชียแปซิฟิก ระบบอัตโนมัติได้ทำการกำจัดบทบาทของผู้คนในงานบริการระดับกลางไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนในประเทศที่กำลังพัฒนา ระบบอัตโนมัติก็กำลังเปลี่ยนแปลงบทบาทของงานในอุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตร

ซึ่งในอนาคตของงานนั้น ถ้าหากเป็นสิ่งที่ใช้ Automation หรือ AI มาแทนไม่ได้ เช่นงานจำพวกฝ่ายบริหาร งานฝีมือ หรือ งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ซึ่งองค์กรจะต้องทำให้เกิดสภาพแวดล้อมในการทำงานมีความยืดหยุ่น หมายความว่าพวกเรากำลังต้องการ Technological Democratization หรือการที่ทำให้พนักงานทั่วไปสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมกันในที่ทำงาน เพื่อจะได้ดึงศักยภาพของบุคลากรออกมาได้อย่างเต็มที่

และนั่นหมายความว่า ในอนาคตของคนทำงานอย่างพวกเรา ในตำแหน่งที่หุ่นยนต์กำลังจะมาแทนที่และยังมาแทนไม่ได้ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาตัวเองตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ต้องมีการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะในอนาคตของคนทำงาน อาชีพต่าง ๆ จะสามารถรับงานได้อย่างหลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น และกำแพงที่กันระหว่างงานต่าง ๆ กำลังจะถูกทลายออกเช่นกัน เป็นที่มาของเศรษฐกิจแบบ Gig Economy ที่กำลังเติบโต ทำให้ศักยภาพของบุคลากรนั้นอยู่ความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ฉะนั้นแล้ว ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้องค์กรที่จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้คือ องค์กรที่สามารถนำ “วัฒนธรรมการเรียนรู้” มาใช้ได้ โดยหัวใจสำคัญคือการให้เวลาสำหรับเรียนรู้โอกาสหรือแนวคิดใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง ที่ต้องเริ่มปรับตัวกันตั้งแต่วันนี้ทั้งตัวองค์กร และตัวเราเอง


Top