ครั้งแรก! กับเวทีจัดงานแสดงทรงกลมยักษ์ ที่คล้ายกับหลุดมาจากโลกแห่งอนาคต แต่เกิดขึ้นจริง พร้อมการแสดง แสง สี เสียง ที่หลาย ๆ คนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หลุดโลกมาก ๆ ! กับ The Sphere ที่ ลาส เวกัส ซึ่งได้จัดแสดงครั้งแรกให้กับวงดนตรี Alternative Rock ในตำนานอย่าง U2 ในวันที่ 1 ตุลาคม 2023
นี่จะเป็นรูปแบบการจัดคอนเสิร์ตแบบใหม่ ? เป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง ? หรือจะเป็นความทะเยอทะยานเกินจริง ? ตามมาอ่านกันเลย!
The Sphere คืออะไร ?
The Sphere คือเมก้าโปรเจคของบริษัทด้านความบันเทิงยักษ์ใหญ่อย่าง Madison Square Garden Company และออกแบบโดย Populous เฟิร์มออกแบบสเตเดียมดัง ๆ ทั่วโลก ร่วมร่างแผนการมาตั้งแต่ปี 2018 จนสิ้นสุดและเริ่มมีการจัดแสดงต่อสาธารณะในปี 2023 นี้ ! โดย The Sphere คือฮอลล์จัดคอนเสิร์ต เทศกาลภาพยนต์ กีฬา ศิลปะ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นแปลกตา คือเป็นทรงกลม สูง 366 ฟุต (~111 เมตร) กว้าง 516 ฟุต (~111 เมตร) ภายในมีความจุมากถึง 18,600 ที่นั่ง
ทั้งภายในและภายนอกของ The Sphere จะมีการฝังไฟ LED รอบทิศทาง แต่ละประจุไฟมีขนาด 48 ไดโอด แต่ละประจุมีความห่างกัน 8 นิ้ว สามารถฉายภาพที่มีความคมชัดมากถึง 16K จัดแสดงสีสันได้มากถึง 256 ล้านสี บนหน้าจอแบบ 360 องศา สร้างประสบการณ์สุดแสน Immersive ที่สุดแห่งการบันเทิง

กว่าจะเป็น The Sphere ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง ?
Virtual Reality
The Sphere ใช้ VR เป็นขั้นตอนแรก ก่อนที่จะก่อสร้างจริง โดยใช้โปรแกรม Finite Element ร่างโครงสร้างทั้งหมดขึ้นมา เพื่อทำให้การออกแบบมีความ Immersive ที่สุด และสามารถปรับแก้ได้อย่างง่ายดายก่อนที่จะก่อสร้างจริง
Stereographic Projection
การใช้มุมโค้งของหน้าจอ ผนวกกับการวางตำแหน่งที่นั่งชม และองศาของเวทีจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Optical Illusion เห็นเหมือนภาพรอบทิศทาง ไปจนถึงสามารถสร้างภาพลวงตาของการขยายออก หรือหดเล็กลงของเวทีที่เป็นจอ LED รอบด้าน สร้างความ Immersive อย่างที่เวทีอื่นให้ไม่ได้จริง ๆ
Wave Equation
นอกจากภาพและแสงแล้ว เสียงก็ยังโดดเด่นมาก ๆ ด้วยการใช้รูปทรงกลมเข้ามาเป็นประโยชน์ เป็นทรงที่จะทำให้เกิดเสียงแบบ Surround ได้มากที่สุด นอกจากนั้นยังมีระบบที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Infrasound หรือเป็นเสียงที่รู้สึกได้ ยิ่งจังหวะที่ดนตรีเร้าอารมณ์ เบสหนัก ๆ จะยิ่งรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเสียงได้อย่างชัดเจนกว่าฮอลล์อื่น ๆ
Artificial Intelligence
อีกหนึ่งระบบที่นำมาใช้ช่วยส่งเสริมระบบภาพและเสียงระหว่างการแสดงภายใน The Sphere คือ AI ที่สามารถใช้ร่วมกับเสียง กล้อง และภาพ ปรับความคมชัด หรือแสดงแสงสีเสียงได้อย่างสอดคล้อง
ข้อจำกัดของ The Sphere
แต่ในความว้าวทั้งหลายทั้งปวง โปรเจคนี้ก็ถูกตั้งคำถามมากมาย ด้วยทุนสร้างกว่า 2.3 พันล้านเหรียญ ไปจนถึงผลกระทบอย่างมากต่อสภาพแวดล้อม จนประเด็นเรื่องความยั่งยืน และความสิ้นเปลืองที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำขึ้น แต่ไม่มีความ Practical
ค่าใช้จ่ายสูงมาก
ไม่ว่าจะเป็นค่าโฆษณา หรือค่าตั๋วชมงานคอนเสิร์ตสำหรับ The Sphere ล้วนแต่มีค่าใช้จ่ายที่เยอะมาก ๆ ยกตัวอย่าง
- ค่าโฆษณา 1 วัน ราคา $450,000 (~16.6 ล้านบาท) / 1 อาทิตย์ ราคา $650,000 (~24 ล้านบาท)
- ค่าบัตรคอนเสิร์ตสำหรับ 1 ที่นั่ง แบบถูกที่สุด ราคา $400 (~14,500 บาท)*
*อ้างอิงจากคอนเสิร์ตล่าสุด ราคาอาจเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับวงที่มาจัดแสดง
ต้องปรับทุกอย่างให้เข้ากับ The Sphere
เป็นอีกหนึ่งความยุ่งยาก และสิ้นเปลืองที่แบรนด์ หรือวงดนตรี หากต้องการจัดแสดงอะไรที่ The Sphere จะต้องทำ Graphic ให้เข้ากับพื้นผิวที่มีความโค้ง หรือมี Dimension ที่ไม่เหมือนกับสถานที่จัดแสดงอื่น ๆ กล่าวคือ หากเป็นวงดนตรี ก็จะต้องออกแบบทุกอย่างใหม่หมด และไม่สามารถนำไปใช้ได้เลยกับสถานที่อื่น ๆ ฉะนั้นจึงเพิ่มค่าใช้จ่ายเข้าไปอีก
ทำให้เกิดอุปสรรคทางจราจร
กรมตำรวจจราจรของลาส เวกัส ถึงขนาดต้องออกมาเตือนผู้ขับขี่ทุกคนที่ต้องผ่าน The Sphere ว่าระหว่างขับขี่ ห้ามผู้ขับขี่มองแสงจากโดมมากเกินไป เพราะความสว่างของตัวอาคาร พร้อมสีสันที่ฉูดฉาด ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ และมีรายงานถึงอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญหลังจากที่เปิดตัว
ปัญหาสภาพแวดล้อม
Sphere ใช้ไฟมหาศาล โดยมีรายงานว่าเป็นแสงที่สว่างจนสามารถเห็นได้ไกลถึง 5,000 ไมล์ (~6,400 กิโลเมตร) และสามารถเห็นได้จากอวกาศ โดยคาดการณ์ว่าจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามากถึง 95,779 เมกะวัตตืชั่วโมง ต่อปี ซึ่งมากกว่าการใช้ไฟฟ้าของ Bitcoin ถึง 2 เท่าตัว
อย่างไรก็ตาม The Sphere ก็กลายเป็นอีกหนึ่งแลนมาร์คของลาส เวกัสไปเสียแล้ว และยังเป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่ผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยี และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา แต่ต้องอย่าลืมว่าวิทยาการที่ดีจะต้องคำนึงถึงความยั่งยืน และการนำไปใช้จริง ฉะนั้นจึงไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าสิ่งนี้เป็นโปรเจคที่ปฎิวัติวงการโดยสิ้นเชิง และเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำหรับนักสร้างสรรค์ทั้งหลาย ถึงการมองเทคโนโลยีให้ครบทุกด้าน
