คัดลอกลิงก์แล้ว!

Philip Kotler เผย 6 เทรนด์การตลาดแห่งอนาคต ภายในงาน World Marketing Forum ครั้งที่ 3

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (Marketing Association of Thailand) ร่วมกับสหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย (Asia Marketing Federation) ได้จัดงาน ‘World Marketing Forum ครั้งที่ 3’ ขึ้น โดยมีไฮไลต์ที่หลาย ๆ คนตั้งตารออย่างคุณฟีลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) บิดาแห่งการตลาดยุคใหม่ นักคิด นักเขียน ชั้นแนวหน้าของโลก รวมขึ้นบรรยายแบบ Virtual กันเลย! 

ซึ่งคุณฟีลิป ได้ให้แง่มุมมากมายเกี่ยวกับการตลาดในอนาคต ซึ่งเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หากภายใน 5 ปีธุรกิจใดยังอยู่จุดเดิม ไม่ก้าวให้ทัน มีแนวโน้มที่จะเจ๊งได้เลย! ฉะนั้นทาง G-Able จึงอยากนำข่าวสารมาบอกต่อทั้งนักการตลาดและผู้บริโภคทุกคน เพื่อก้าวไปด้วยกันสู่ Marketing 6.0!

 

1. ผู้บริโภคมีข้อมูลมากขึ้น พร้อมกับนักการตลาดที่ฉลาดขึ้น

 

พูดโดยง่าย ๆ เลยคือทั้งผู้บริโภค และการตลาด จะต้องฉลาดให้ทันกัน เพราะผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงข้อมูลของสินค้าได้ง่ายขึ้น เข้าถึงโปรโมชั่น ไปจนถึงการเทียบราคา และสรรพคุณของสินค้า หรือบริการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สิ่งที่ตรงตามความต้องการมาก ๆ ซึ่งความพอใจ หรือไม่พอใจของผู้บริโภคนี้ ก็สามารถเผยแพร่ออกไปง่าย และกว้างขึ้น ทำให้การสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าสำคัญมาก ๆ 

เช่นเดียวกัน นักการตลาดก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากลูกค้า หรือคู่แข่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อมูลที่สามารถนำมาปรับใช้ในเชิงกลยุทธ์ได้ทั้งสิ้น ผนวกกับเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้การผลิต และเผยแพร่สื่อโฆษณาต่าง ๆ เร็วขึ้น เช่น ซื้อโฆษณาจาก Facebook หรือ Google ทำให้การตลาดมีความ Personalize ขึ้น 

 

2. E-commerce เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

การซื้อขายของออนไลน์ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเทคโนโลยียังจะยิ่งทำให้บริการออนไลน์ทำได้รวดเร็วและง่ายยิ่งขึ้น โดยได้มีสถิติระบุว่ายอดขายออนไลน์ในปี 2026 จะพุ่งขึ้นแตะ 8.1 ล้านล้านเหรียญในสหรัฐฯ เติบโตขึ้นประมาณ 56% ทุก ๆ ปี ซึ่งหากเทียบกับยอดการซื้อขายของจากร้านค้าธรรมดาถือว่าเติบโตเร็วกว่ามาก ๆ ฉะนั้นแบรนด์ทั้งหลาย โดยเฉพาะแบรนด์ใหม่ จึงให้ความสำคัญกับการขายออนไลน์มากกว่า

 

3. การตลาดรูปแบบใหม่ ๆ มาพร้อมโอกาสใหม่ ๆ 

 

หลักการทำการตลาดในยุคสมัยนี้ คือแนวคิดที่เปิดรับสิ่งใหม่ เปิดใจให้กับหลักการทางการตลาดใหม่ ๆ ที่จะช่วยผลักดันธุรกิจต่อไปในโลกอนาคต ยกตัวอย่างเช่น

  • Touchpoint Marketing : มัดใจลูกค้าให้ได้ในปฎิสัมพันธ์แรก นำไปสู่ Customer Journey ที่ประทับใจ และทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการเรื่อย ๆ
  • Customer Journey Mapping : ต่อยอดมา คือการสร้างประสบการณ์ใช้บริการที่ไร้ที่ติ พัฒนา UX UI ในทุก ๆ Contact Point ให้สอดคล้อง ง่าย สะดวก รวดเร็ว 
  • Personas Marketing : สร้างโปรไฟล์ให้ลูกค้าแต่ละคน เพื่อสร้างบริการ หรือข้อเสนอที่มีความ Personalize ให้ได้มากที่สุด

 

นอกจากนั้นยังมีคอนเซปต์ใหม่ ๆ ทางการตลาดที่จะควรศึกษาไว้ด้วยในฐานะของนักการตลาดยุคใหม่ ยกตัวอย่างเช่น

  • Societal Marketing : การตลาดที่เอาความต้องการของสังคมเป็นตัวตั้ง
  • Demarketing : การลดความต้องการทางการตลาด
  • Regenerative Marketing : การตลาดที่ปรับแบรนด์ให้มีคุณค่าต่อสังคม

 

4. MarTech จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ 

 

MarTech คือการผสมผสานระหว่าง Marketing และ Technology สร้างเครื่องมือวิเคราะห์การตลาดโดยเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งใน Breakthrough ของปีนี้เลยก็คือ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ChatGPT ซึ่งสามารถนำมาช่วยเหลือนักการตลาดทั้งหลาย ทั้งในเชิงวิเคราะห์การตลาด ไปจนถึง Generate รูปภาพ หรือข้อความโฆษณา เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว หรือลดงบประมาณการตลาด

นอกจากนั้นก็ยังมี MarTech อื่น ๆ ที่มีอิทธิพลมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไปอย่างแน่นอน เช่น

  • Big Data และการเรียนรู้ของแชตบอต
  • AR และ VR เทคโนโลยีเสมือนจริง
  • Intelligent Virtual Agents เอเจนซีการตลาดในโลกเสมือน
  • เครื่องจักรอัตโนมัติ (หุ่นยนต์ โดรน ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง)
  • ระบบเซนเซอร์ และ Internet of Things

 

5. ปัญหาโลกร้อน ทำให้การตลาดเพื่อความยั่งยืนมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

 

หนึ่งเทรนด์ที่มองข้ามไม่ได้จริง ๆ คือเรื่องสภาพแวดล้อม และความยั่งยืน ซึ่งนักการตลาดสามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ในเชิงธุรกิจ เช่น ลงทุนกับบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ลดพลาสติก เน้นการรีไซเคิล สร้างระบบขนส่งที่ไม่ทำลายโลก ไม่ได้มุ่งเน้นแต่การขายของ หรือบริการให้มากที่สุดอย่างเดียว แต่สื่อสารตัวตนของแบรนด์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปด้วย

 

6. พื้นฐานการตลาดยังคงเป็นสิ่งที่น่าศึกศนักธุรกิจทุกคนไม่ควรมองข้าม

 

หากจะกล่าวถึงหลักการตลาดยุคใหม่ แม้รายละเอียด หรือเครื่องมืออาจเปลี่ยนแปลง แต่หลักการพื้นฐานก็ยังคงคล้ายคลึงกับพื้นฐานที่เรา ๆ หลายคนคุ้นเคย และยังคงมีประโยชน์อยู่ ณ ตอนนี้ ไปจนถึงอนาคต ยกตัวอย่างเช่น

  • กลยุทธ์ 4A’s : ยอมรับ (Acceptability) / เข้าถึง (Accessibility) / ความสามารถในการจ่าย (Affordability) / รับรู้ (Awareness)
  • กลยุทธ์ 4P’s : สินค้า (Product) / ราคา (Price) / สถานที่ (Place) / โปรโมชัน (Promotion)
  • กลยุทธ์ 4C : บริษัท (Company) / ลูกค้า (Customer) / ผู้ร่วมงาน (Companion) / คู่แข่ง (Competitor)
  • การทำ STP : การแบ่งส่วนตลาด (Segmenting) / การกำหนดเป้าหมาย (Targeting) / การวางตำแหน่งของตัวเอง (Positioning)

 

 

สรุปแล้ว แนวทางการตลาดในอนาคต จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ผู้ซื้อสามารถเลือกแบรนด์ที่ดีที่สุดโดยพึ่งโฆษณา หรือพนักงานขายน้อยลง ในขณะที่ความสำคัญของแบรนดิ้ง การกำหนดราคา และทางทางการขายสำคัญขึ้น ผนวกกับนักการตลาดจะมีอะไรให้เล่นเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI ไปจนถึง MarTech แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือการหยุดอยู่กับที่ ไม่ใช่หนึ่งในทางเลือกอย่างแน่นอน!