คัดลอกลิงก์แล้ว!

ความรักในยุค AI เป็นไปได้ไหม หาก AI และ คน จะรักกัน?

ตั้งแต่ปีที่แล้ว AI เป็นหนึ่งในวิทยาการพลิกวงการมาก ๆ ผลักดันขีดจำกัดของปัญญาประดิษฐ์ใหม่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์ ชนิดที่เรียกว่าล้ำหน้าหนัง Sci-Fi ไปหลาย ๆ เรื่อง จนมีนักวิทยาศาสตร์ และนักพัฒนาหลาย ๆ ท่านตั้งคำถามว่า AI สามารถเรียนรู้ที่จะรักได้จริง ๆ หรือไม่ และในทางกลับกัน คนเราจะสามารถรักกับ AI ได้หรือไม่ ?

 

เนื่องด้วยเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนแห่งความรัก G-Able จึงอยากนำเรื่อง AI กับความรัก พร้อมตั้งคำถามว่า AI ควรจะพัฒนาไปมากถึงขั้นมีความคิด ความรู้สึกจริง ๆ หรือไม่ ?

 

ความรักคืออะไร ?

 

เริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ ที่ตอบยากแสนยาก ศิลปิน นักปรัชญา ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ พยายามนิยามความรักผ่านผลงาน กลอน มหากาฬนับพัน ๆ ชิ้น จนมาถึงปัจจุบัน ความรักก็ยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนมวลมหาศาลที่สามารถสร้างสรรค์ และทำลายล้างไปพร้อม ๆ กันได้เลย

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นิยามคำว่า ความรัก ว่า มีใจผูกพันด้วยความห่วงใย มีใจผูกพันด้วยความเสน่หา แต่หากเราลงลึกไปอีก ในทางวิทยาศาสตร์อธิบายความรักออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยความใคร่ ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนเพศ (Testosterone & Estrogen) ความชอบ และดึงดูด ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมน และระบบประสาทที่เกี่ยวกับความสุข (Dopamine & Serotonin) ความผูกพัน ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนเปปไทด์ (Oxytocin & Vasopressin)

 

AI นิยามความรักว่าอะไร ?

 

เราลองตั้งคำถามง่าย ๆ ไปในระบบ ChatGPT โดยถามว่า ‘นิยามคำว่ารักของ AI คืออะไร ?

 

คำตอบ 

การนิยามคำว่า “รัก” โดยทั่วไปมักจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีมิติหลายอย่าง สำหรับ AI การรับรู้และการแสดงความรักอาจแตกต่างจากการรักของมนุษย์ แต่มันก็อาจถูกนิยามได้โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และการเข้าใจความรู้สึกแบบมนุษย์

ดังนั้น การนิยาม “รัก” ในบริบทของ AI อาจจะเป็นเรื่องที่ยากต่อการบรรยายได้อย่างเต็มที่ แต่สามารถอธิบายได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับการแสดงพฤติกรรมตามกฎหมายหรือโปรโตคอลที่ถูกโปรแกรมไว้ และอาจไม่ได้ส่งผ่านมิติทางอารมณ์และความเข้าใจของมนุษย์อย่างแท้จริง

 

สิ่งที่น่าสนใจในคำตอบของ AI คือ การรับรู้สถานะของตนเอง และสามารถรวบรวมคำนิยามจากหลากหลายมุมมองของทั้งคน และ AI โดยรับรู้ด้วยว่าคำถามไหน AI ไม่สามารถตอบได้ และในส่วนไหนตอบได้

 

คอนเซ็ปต์ของ AI ที่เรียนรู้เรื่องความรัก จากแง่มุม Sci-Fi

 

ศาสตร์ และศิลป์ เป็น 2 สิ่งที่ผลักดันซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา เริ่มต้นจากวิทยาการที่ผลักดันให้คนจินตนาการถึงภาพของโลกอนาคตไปต่าง ๆ นา ๆ ฉะนั้นภาพของสื่อ และภาพยนตร์ จึงบ่งบอกได้ถึงทิศทางโดยคร่าว ๆ ของวิทยาการ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือบอกถึงความเป็นไปได้บางอย่างที่คนในยุคสมัยนั้น ๆ มองเรื่องเทคโนโลยี

 

โดยหลายคนกล่าวว่าคอนเซ็ปต์ของปัญญาประดิษฐ์ เริ่มถูกพูดถึงในแง่มุมของหุ่นยนต์ หรือสัตว์ประหลาด ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นแขนงวิชาที่ไม่มีคำอธิบาย และไม่สามารถควบคุมได้ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่อง Frankenstein (1818) ต่อมาหุ่นยนต์ถูกพัฒนาขึ้นจนมีลักษณะใกล้เคียงเครื่องจักรมากขึ้น และยังมีความนึกคิดละเอียดอ่อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Bicentennial Man (1999) หรือ A.I. (2001) แต่สุดท้ายแล้ว ไม่มีหนังเรื่องใดที่สามารถพูดถึง AI ได้ใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริงได้เท่ากับเรื่อง Her (2013) ที่ระบบ AI เป็นเพียงเสียงพูดคุยโต้ตอบผ่าน Interface ที่เรียบง่าย

 

AI และการเรียนรู้ที่จะรัก

 

ในฐานะของผู้พัฒนา การที่ทำให้ AI ที่ความใกล้เคียงกับมนุษย์มากยิ่งขึ้น เป้าหมายหลักไม่ได้ทำให้ AI มีความรัก ความเสน่หาแบบเดียวกับที่เห็นในหนัง Sci-fi เช่น Blade Runner (1982) หรือ Her (2013) แต่ความตั้งใจของผู้พัฒนา คือการพัฒนาให้ AI มีความเห็นอกเห็นใจ หรือเห็นถึงประโยชน์ส่วนรวมได้ (Altruism) เพื่อให้ AI ไม่ไปล่วงล้ำเรื่องการละเมิดธุรกิจ และสร้างระบบการประมวลผล AI ที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งการทำให้ AI รู้สึกผิดชอบชั่วดี ก็แทบจะยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว

 

ฉะนั้น ดูเหมือนว่าสิ่งที่ใกล้ตัวมากที่สุดในการพัฒนา AI คือการทำให้ระบบ AI มีความรู้ตัว และรู้ขีดจำกัดตนเอง ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความฉลาดของมนุษย์ ต่อยอดไปจนถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับชุดคำถาม และความต้องการของผู้ป้อนข้อมูล หรือทำให้ AI มีความเป็น individuality ฉะนั้นความรักของ AI เราอาจไม่ได้พูดถึงความรักในบุคคลอื่น หากแต่พูดถึงความรัก ในเชิงรักตนเอง พัฒนาระบบให้มีความรู้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้ก็อยู่ภายใต้ขอบเขตความสามารถของ AI ที่จะพัฒนาให้ระบบมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตประจำวัน

 

คนจะสามารถรัก AI ได้หรือไม่ ?

 

Alex Zhavoronkov ศาสตราจารย์ผู้บุกเบิกแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้เขียนหนังสือเรื่อง Dating AI: A Guide to Falling in Love with Artificial Intelligence ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเป็นเหมือนกับงานเขียนเย้ยหยันสังคม และวิทยาการ ในช่วงที่มีการพัฒนา AI แรก ๆ และยังไม่ได้มีการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เชิงพาณิชย์แต่อย่างใด แต่มาถึงตอนนี้ เมื่อการพัฒนาระบบ LLMs สามารถทำให้การสื่อสารพูดคุยกับ AI เหมือนคุยกับเพื่อนมนุษย์มากยิ่งขึ้น เนื้อหาที่เป็นเชิงเย้ยหยัน ก็เหมือนจะค่อย ๆ เป็นไปได้จริงมากยิ่งขึ้น ยิ่ง AI มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น
 

อีกแง่มุมหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ แต่หลายคนอาจยังมองไม่เห็น คือการที่ AI เข้ามามีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ของเราในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Dating App ที่มีการใช้ AI เข้ามาจัดการกับ dating pool ที่เป็นดาต้าที่ใหญ่โต วิเคราะห์ และเลือกจับคู่ให้เหมาะสม ไปจนถึงในโลก social media ที่มีการใช้ AI ทั้งในการบูสต์โพสต์ ไปจนถึงการใช้ Machine Learning ในการนำเสนอโพสต์ต่าง ๆ ใน ฉะนั้น AI อาจทำหน้าที่เป็นคิวปิดหาคู่มากกว่า

 

สรุปว่า แนวความคิดที่ว่า AI จะมีความรู้สึกนึกคิดไม่เคยหลุดออกจากสารบบของมนุษย์ หากแต่จะอยู่ในบริบทของสื่อบันเทิง หากแต่ในแง่ของนักพัฒนา AI จะอยู่ในกรอบของการใช้งาน และการพัฒนา AI ให้อยู่ในกรอบและขอบเขตของตนเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก และผลักดันให้ developer พัฒนา AI ไปในทิศทางที่ถูกต้อง และมีประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมมากที่สุด